ส.อ.ท.หวังงบประมาณ70 เปลี่ยนโครงสร้างศก. แนะรัฐลุย 5 ด้าน
=หวังงบ70เปลี่ยนโครงสร้างศก.
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงมุมมองการพัฒนาเศรษฐกิจไทยภายใต้งบประมาณปี 2570 ว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ต้องมองด้วยความเข้าใจต่อข้อจำกัดของภาครัฐ เพราะประเทศไทยอยู่ในช่วงที่ต้องดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง และรับมือกับภาระรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงใช้งบมากหรือน้อย แต่คือใช้งบให้เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจได้จริงเพียงใด ข้อมูลภาพรวมงบประมาณปี 2570 สะท้อนข้อจำกัดดังกล่าวอย่างชัดเจน วงเงินงบประมาณอยู่ที่ประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 0.2% ขณะที่ประมาณการรายได้สุทธิอยู่ที่ 3.0 ล้านล้านบาท ทำให้ต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลประมาณ 788,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.8% ของจีดีพี ในขณะเดียวกัน รายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น 5.0% และมีสัดส่วนสูงถึง 73.6% ของวงเงินงบประมาณ ขณะที่รายจ่ายลงทุนลดลง 8.4% เหลือสัดส่วน 20.8% ของงบประมาณทั้งหมด
นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ตัวเลขสะท้อนว่า พื้นที่ทางการคลังของประเทศแคบลง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณให้ชัดเจนกว่าเดิม โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยปี 2570 ยังถูกประเมินว่าจะขยายตัวเพียง 1.7-2.7% ซึ่งยังไม่สูงพอจะทำให้ประเทศหลุดจากปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งด้านผลิตภาพ ต้นทุนพลังงาน ทักษะแรงงาน ความสามารถในการแข่งขัน และการยกระดับอุตสาหกรรมสู่เทคโนโลยีใหม่ มุมของ ส.อ.ท. งบประมาณปี 2570 ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว มากกว่าการกระจายงบเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นรายเรื่อง โดยควรให้น้ำหนักกับโครงการที่เพิ่มผลิตภาพของประเทศ เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และดิจิทัล การพัฒนาทักษะแรงงานสมัยใหม่ การยกระดับเอสเอ็มอี ให้ใช้เทคโนโลยีและเอไอ การลงทุนด้านพลังงานสะอาด การสนับสนุนนวัตกรรมและมาตรฐานสินค้าไทย รวมถึงมาตรการที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานโลกได้มากขึ้น
=สอท.แนะรัฐเร่งการคลัง5ด้าน
นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ข้อเสนอด้านการคลังที่สำคัญมี 5 เรื่อง ที่อยากให้ภาครัฐเร่งดำเนินการไปพร้อมกัน 1. จัดสรรงบประมาณโดยยึดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก งบลงทุนควรมุ่งไปที่โครงการที่วัดผลได้ว่าเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน เพิ่มการจ้างงาน เพิ่มรายได้ภาคธุรกิจ หรือสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ ไม่ควรกระจายงบจนขาดจุดเน้น 2. เพิ่มรายได้รัฐโดยขยายฐานเศรษฐกิจ รัฐควรทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น ดึงธุรกิจเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นธรรม ใช้ดิจิทัลลดการรั่วไหล และส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง มากกว่าการขึ้นภาษีแบบเร่งด่วนที่อาจซ้ำเติมต้นทุนของภาคการผลิต 3. มีระบบติดตามและประเมินผลการใช้งบประมาณแบบเปิดเผยทุกโครงการสำคัญ ควรมีตัวชี้วัดชัดเจน ตั้งแต่ผลผลิต ผลลัพธ์ ไปจนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ พร้อมเปิดข้อมูลความคืบหน้าให้ประชาชนและภาคเอกชนตรวจสอบได้ เพื่อให้งบประมาณไม่จบแค่การเบิกจ่าย แต่ต้องตอบได้ว่าเกิดประโยชน์จริงหรือไม่
นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า 4. เปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคเอกชนมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยงบประมาณที่ดีต้องสะท้อนความต้องการจริงของพื้นที่ โดยเฉพาะโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน แรงงาน พลังงาน และการพัฒนาเอสเอ็มอี ควรมีช่องทางรับฟังความเห็นจากผู้ใช้ประโยชน์โดยตรง เพื่อให้เม็ดเงินรัฐลงสู่โครงการที่ตรงจุดและสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจได้สูงสุด 5. ลดรายจ่ายประจำผ่านการปฏิรูประบบราชการสู่รัฐบาลดิจิทัล การลดรายจ่ายประจำไม่ควรมองเพียงการตัดงบ แต่ต้องลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการ ลดงานเอกสาร ลดการอนุมัติหลายชั้น เชื่อมฐานข้อมูลภาครัฐ และยกระดับบริการประชาชนและภาคธุรกิจให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น เมื่อระบบราชการมีประสิทธิภาพขึ้น ต้นทุนของรัฐลดลง และต้นทุนแฝงของผู้ประกอบการก็ลดลงด้วย



