ครม.เคาะเพิ่มเกณฑ์สมุดพกผู้รับเหมาชุ่ย ฮึ่มยื่นงานใหม่ไม่ได้ 2 ปี อนุมัติกู้เวิลด์แบงก์ สร้างสะพานลันตา-สงขลา
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการตามที่กระทรวงการคลังเสนอในการปรับปรุงร่างกฎกระทรวง เพื่อขยายพฤติกรรมอันมีลักษณะเป็นการทิ้งงาน ของผู้รับเหมาก่อสร้างในโครงการภาครัฐ โดยสืบเนื่องจากปัจจุบันมีกรณีที่ผู้รับจ้างงานก่อสร้างของหน่วยงานรัฐทำให้มีข้อบกพร่อง หรือผิดพลาดที่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง ถึงขนาดที่ก่อให้เกิดพยันตรายต่อชีวิต หรือทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งเหตุดังกล่าวเกิดซ้ำหลายครั้ง แต่ในอดีตหน่วยงานรัฐก็ยังไม่สามารถสั่งบอกเลิกจ้างกับคู่สัญญาตามมาตรา 103 แห่ง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ได้ เนื่องจากตัวบทกฎหมายและระเบียบเดิมยังไม่ครอบคลุมถึงพฤติการณ์ดังกล่าว
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ดังนั้นกระทรวงการคลังจึงเสนอปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้ครอบคลุมและเข้มงวดขึ้น โดยกำหนดปรับปรุงหลักเกณฑ์การกระทำอันมีลักษณ์เป็นการทิ้งงาน โดยกำหนดให้ครอบคลุมกรณีที่ผู้รับจ้างก่อสร้างปฏิบัติงาน หรือละเว้นการปฏิบัติงานในช่วงระยะเวลาตามสัญญา ไปจนถึงวันที่ผู้ว่าจ้างตรวจรับงานครั้งสุดท้าย จนเป็นเหตุให้งานก่อสร้างเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของประชาชน ทั้งงานก่อสร้างถนนสาธารณะ, สัญญาจ้างทางรถไฟ, การทางพิเศษ หรือทางยกระดับต่างๆ ให้ถือเป็นการกระทำอันมีลักษณะทิ้งงานที่จะมีผลทำให้ผู้รับจ้างถูกแจ้งเวียนรายชื่อให้เป็นผู้ทิ้งงาน ซึ่งจะส่งผลให้ไม่สามารถยื่นข้อเสนอ หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐได้อีก เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ครม.ยังเห็นชอบให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาเพิ่มเติมในประเด็นที่สำนักงบประมาณมีข้อสังเกตในกรณีที่ผู้รับเหมาเข้ามาประมูลงานในลักษณะบุคคลที่สาม (Third Party) หรือการร่วมทุนในนามกิจการร่วมค้า (Joint Venture) เพื่อให้กฎหมายมีความรัดกุมมากที่สุด ก่อนจะประกาศใช้จริง โดยหลังจากนี้กระทรวงการคลังจะเสนอเรื่องไปยังกฤษฎีกา คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน30 วันก็จะมีผลบังคับใช้ต่อไป
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบการกู้เงินจากธนาคารโลก (World Bank) เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา ระหว่างตำบลเกาะกลางกับตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ และโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อมอำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา กับอำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ของกรมทางหลวงชนบท(ทช.) โดยมีสัดส่วนการกู้เงินอยู่ที่ 70:30 แบ่งเป็นเงินกู้จาก World Bank 70% และเงินงบประมาณแผ่นดิน 30% ดังนี้
1.โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา วงเงินงบประมาณรวม 1,849.5 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินกู้ World Bank 1,260 ล้านบาท และเงินงบประมาณแผ่นดิน 589.5 ล้านบาท
2.โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา วงเงินงบประมาณรวม 4,892 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินกู้ World Bank 3,290 ล้านบาท และ เงินงบประมาณแผ่นดิน 1,539 ล้านบาท โดยขั้นตอนหลังจากนี้ กระทรวงการคลังจะต้องไปดำเนินการจัดทำแผนงบประมาณ และส่งต่อให้ ทช. ไปดำเนินการ คาดว่าจะสามารถเริ่มขบวนการเบิกจ่ายงบประมาณของตัวโครงการทั้งหมดได้ภายใน ไตรมาสที่ 4 ของปีงบประมาณ 2569
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามเนื่องจากโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา อยู่ในพื้นที่ที่ต้องดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษ จึงต้องมีแผนประกอบในการทำโครงการอนุรักษ์พันธุ์โลมาอิรวดีควบคู่ไปด้วย เพราะปัจจุบันทั่วโลกมีเหลือเพียง 5 ประเทศเท่านั้นที่มีโลมาสายพันธุ์นี้ และในประเทศไทยบริเวณทะเลสาบสงขลา มีข้อมูลว่าเหลืออยู่เพียง 14 ตัวสุดท้ายเท่านั้น โดยส่วนนี้ได้มีการจัดสรรงบประมาณรวม 402 ล้านบาท จาก 3 แหล่งเงิน ได้แก่ 1 เงินให้เปล่าจาก World Bank 129 ล้านบาท 2 เงินงบประมาณแผ่นดิน 138 ล้านบาท และ 3 เงินกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(ววน.) 134 ล้านบาท


