ส.ภัตตาคาร ชี้ 2 เดือน คนวางแผนใช้เงินมากขึ้น เห็นด้วยคนหลุดบัตรคนจนได้ใช้ไทยช่วยไทยพลัส
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยถึงโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ในเดือนที่ 2 ว่า ภาวะเศรษฐกิจยังมีความท้าทาย กำลังซื้อของประชาชนยังไม่กลับมาเต็มที่ แม้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลง แต่ต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนการประกอบธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง จากราคาน้ำมัน จากวัตถุดิบ ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นประมาณ 5% จากเดิมที่สูงอยู่แล้ว ประกอบกับกำลังซื้อของคนที่ยังระมัดระวังการใช้จ่าย คนเก็บเงินในกระเป๋ามากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารจำนวนมากแทบไม่มีกำไร
นางฐนิวรรณ กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ช่วยกระตุ้นการจับจ่าย โดยเฉพาะร้านค้ารายเล็ก ร้านตลาดสด ตลาดนัด และร้านอาหารระดับฐานราก ขณะเดียวกันพบว่าผู้ใช้สิทธิไม่ได้มีเพียงกลุ่มรายได้น้อย แต่รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ ยังพบว่า ทุเรียนไทย ขายดีมากขึ้นจากโครงการไทยช่วยไทย พลัส เพราะคนซื้อรู้สึกว่าราคาเข้าถึงง่ายขึ้น ช่วยลดรายจ่ายไปได้เยอะ อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนเริ่มเปลี่ยนจากช่วงแรกที่เร่งใช้สิทธิและหลายคนใช้หมดภายใน 5 วันแรก มาเป็นการวางแผนใช้เงินมากขึ้นในเดือนที่ 2 โดยเลือกซื้ออาหารกลับบ้านหรือซื้อของจำเป็นเพื่อให้เงินอยู่ได้นานขึ้น ส่งผลให้ร้านอาหารต้องปรับตัว เพราะยอดขายไม่ได้มาจากการนั่งรับประทานในร้านเหมือนเดิม สมัยก่อนร้านได้ค่าใช้จ่ายต่อหัว 300-500 บาท แต่ตอนนี้ทุกคนเซฟเงินไว้เพื่อให้ใช้ได้นานขึ้น โดยใช้ประมาณ 100 กว่าบาทต่อคน
นางฐนิวรรณ กล่าวว่า เห็นด้วยกับการนำข้อมูลกลับมาพิจารณาใหม่เพื่อใช้สิทธิในโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส เพราะประชาชนบางส่วนอาจถูกตัดสิทธิจากเงื่อนไขต่าง ๆ แต่ยังมีความเดือดร้อน คนจนก็จนจริง ๆ บางคนที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็ช่วยชีวิตเขาได้ ทั้งเรื่องค่าเดินทาง ค่ารถบัส รถทัวร์ หรือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แม้เงินช่วยเหลือจากรัฐอาจไม่มากสำหรับบางกลุ่ม แต่สำหรับผู้มีรายได้น้อยถือเป็นเงินที่มีความหมาย
“สมาคมภัตตาคาร สนับสนุนไทยช่วยไทยพลัสมาตลอด เพราะเป็นโครงการที่มีประโยชน์ ช่วยคนตัวเล็กตัวน้อยให้ขายดีขึ้น แต่ร้านที่ไม่ได้เข้าร่วมก็ได้รับผลกระทบ เพราะผู้บริโภครู้สึกว่าถ้าได้ลด 50-60% ใครจะไม่อยากใช้ ทั้งนี้ รัฐควรพิจารณามาตรการด้านสินเชื่อและภาษีเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง เพราะร้านอาหารเป็นธุรกิจที่ต้องพึ่งพากระแสเงินสด หากยอดขายลดลง 30% อาจหมายถึงการขาดกำไรและกระทบต่อการจ้างงาน โดยเฉพาะก่อนเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นที่หลายร้านอาจยังไม่เพิ่มการจ้างงาน” นางฐนิวรรณกล่าว



