ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ มิ.ย. 69 ฟื้นพุ่งแตะ 88.2 ไทยช่วยไทยพลัสหนุน-ราคาพลังงานลด
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม นายวิรัช ฉัตรดรงค์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนมิถุนายน 2569 ว่า ดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 88.2 เพิ่มขึ้นจาก 84.7 ในเดือนพฤษภาคม 2569 สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้นจากปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน อาทิ มาตรการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และสนับสนุนการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ ผ่านการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 43,200 ล้านบาท รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายช่วงกลางปีของผู้ประกอบการ รวมถึงโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2026 ที่ช่วยกระตุ้นยอดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม แฟชั่น และสินค้าไลฟ์สไตล์ รวมถึงส่งเสริมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว
นายวิรัช กล่าวว่า นอกจากนี้ การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ยังช่วยคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกและราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศปรับลดลง ช่วยบรรเทาต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงลดความเสี่ยงการขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและปุ๋ย ขณะเดียวกัน โครงการ Thailand Fast Pass ช่วยเร่งรัดการลงทุน 25 โครงการ มูลค่ารวม 223,000 ล้านบาท และคาดว่าจะต่อยอดให้เกิดการลงทุนรวมมากกว่า 700,000 ล้านบาท ส่งผลเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นด้านการลงทุนและกระตุ้นอุปสงค์ในห่วงโซ่อุปทานของภาคอุตสาหกรรม
นายวิรัช กล่าวว่า ด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยียังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัว 37.6% ตามความต้องการของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ต่อปี ช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนทางการเงินและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีความเชื่อมั่นจะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการขยายรายการสินค้าควบคุมเป็น 66 รายการ เช่น ซอสปรุงรสและผลิตภัณฑ์มะพร้าว ซึ่งอาจจำกัดความสามารถของผู้ประกอบการในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอาหาร นอกจากนี้ มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้า อาทิ มาเลเซีย เม็กซิโก และเวียดนาม ยังคงส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทย ขณะที่ภาคการผลิตในบางอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดัน สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) ที่ชะลอลงตามคำสั่งซื้อที่ลดลงในอุตสาหกรรมเหล็ก สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม
นายวิรัช กล่าวว่า สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ตลาดรถกระบะยังได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่อ่อนแอและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้ยอดขายรถกระบะช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 ลดลง 5.13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ความต้องการจากตลาดต่างประเทศลดลง 12.31% ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์
นายวิรัช กล่าวว่า ผลสำรวจผู้ประกอบการ 1,328 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าความกังวลของผู้ประกอบการลดลงในหลายประเด็น ได้แก่ เศรษฐกิจโลก 61.6% ราคาพลังงาน 59% เศรษฐกิจในประเทศ 55.6% การเข้าถึงสินเชื่อ 31.7% อัตราแลกเปลี่ยน 29.9% นโยบายภาครัฐ 28.8% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 25.8% ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 94.5 เพิ่มขึ้นจาก 91.8 ในเดือนพฤษภาคม โดยมีปัจจัยบวกจากมาตรการโซลาร์ภาคประชาชนและแผนปรับโครงสร้างพลังงานวงเงิน 200,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ทั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงาน
นายวิรัช กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. ยังคงกังวลต่อความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา Section 301 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาประเด็นด้านแรงงานและกำลังการผลิตส่วนเกิน โดยประเทศไทยเป็น 1 ใน 16 ประเทศที่อยู่ในขอบเขตการพิจารณา ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการส่งออกเพิ่มขึ้นและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศเศรษฐกิจหลัก จากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการค้า การลงทุน และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
นายวิรัช กล่าวว่า จากผลสำรวจและการประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยสถาบัน IMD ส.อ.ท. ได้เสนอข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ 3 ประเด็น ได้แก่ การกำหนดโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าให้สมดุลกับความสามารถในการแข่งขันและเป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมเร่งศึกษาแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น โรงไฟฟ้า SMR และไฮโดรเจน การพัฒนาระบบติดตามและเฝ้าระวังสินค้านำเข้าที่เข้าข่ายทุ่มตลาด (Early Warning) เพื่อสนับสนุนการใช้มาตรการทางการค้าอย่างมีประสิทธิภาพ และการออกมาตรการส่งเสริมการบริโภคสินค้าไทยและสินค้า Made in Thailand (MiT) ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการลงทุน
นายวิรัช กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังเสนอแนวทางเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 4 ด้าน ได้แก่ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากการกระตุ้นระยะสั้นสู่การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐผ่านรัฐบาลดิจิทัลและการลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ การเพิ่มผลิตภาพภาคธุรกิจด้วยการลงทุนในเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก ตลอดจนการปฏิรูประบบการศึกษา พัฒนาทักษะแรงงาน และวางแผนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว ทั้งด้านพลังงาน โลจิสติกส์ เทคโนโลยี นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI สวัสดิการสังคม และการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว



