คมนาคม เปิด MOT New Chapter กางแผนระดมทุนเอกชน ร่นเวลาสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ที่กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ MOT New Chapter ทันสมัย ใส่ใจประชาชน พร้อมขยายผลด้านเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ปี 2569-2570 ว่า การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อนำนโยบายที่ได้มอบให้ทุกหน่วยงานตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 มาจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่เป็นรูปธรรม หลังจากหน่วยงานในสังกัดดำเนินงานมาเกือบครบ 1 ไตรมาส พร้อมติดตามความคืบหน้าและบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาเพียง 3-6 เดือน หรือ 1 ปีได้ แต่ต้องอาศัยการเชื่อมโยงโครงการต่าง ๆ ให้เป็นโครงข่ายขนาดใหญ่ทั้งในระดับประเทศและเชื่อมต่อกับต่างประเทศ ดังนั้น การสัมมนาครั้งนี้จึงมุ่งให้ทุกหน่วยงานร่วมกันจัดทำแผนพัฒนาที่สอดคล้องกัน โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ การขนส่งทางบก ทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ เพื่อระดมความคิดเห็นทั้งด้านการเดินทางของประชาชนและการขนส่งสินค้าของภาคธุรกิจ ทั้งนี้ การจัดทำแผนจะต้องสอดคล้องกับนโยบายหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับความปลอดภัยของประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่งสาธารณะ และการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อรองรับการพัฒนาในอนาคต
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานจัดทำแผนทั้งระยะกลาง 3-5 ปี และระยะยาว 10-20 ปี ควบคู่กับการผลักดันโครงการสำคัญและโครงการ Quick Win ในช่วงปี 2569-2570 โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นผู้รวบรวมข้อเสนอและติดตามความคืบหน้าของทุกแผนงาน พร้อมเน้นย้ำถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณ โดยเห็นว่าหากกระทรวงคมนาคมยังคงพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อาจต้องใช้เวลากว่า 20 ปีจึงจะแล้วเสร็จ ดังนั้น ทุกหน่วยงานจึงต้องร่วมกันหาแนวทางระดมทุนจากแหล่งเงินทุนภายนอกและภาคเอกชน เพื่อเร่งรัดการก่อสร้างโครงข่ายคมนาคมให้แล้วเสร็จเร็วขึ้น
ด้าน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การจัดทำแผนครั้งนี้ถือเป็นการวางทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมครั้งใหม่ ครอบคลุมทั้งแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ตั้งแต่ปี 2570 ต่อเนื่องไปอีก 5-20 ปี เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีเป้าหมายการดำเนินงานร่วมกัน โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 5 กลุ่มตามแนวทางที่ปลัดกระทรวงคมนาคมกำหนด ก่อนจะสรุปข้อเสนอทั้งหมดในวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เพื่อนำไปจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการของกระทรวง
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมในยุคปัจจุบันไม่ควรพึ่งพางบประมาณรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองหาแหล่งเงินทุนรูปแบบใหม่เพื่อสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเร่งรัดโครงการให้แล้วเสร็จเร็วขึ้น จากเดิมที่อาจใช้เวลากว่า 20 ปี อาจลดเหลือ 15 ปี 10 ปี หรือแม้แต่ 5 ปี หากสามารถจัดหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมได้ เพราะหากโครงสร้างพื้นฐานสามารถเชื่อมโยงเป็นโครงข่ายเดียวกันได้รวดเร็ว จะช่วยลดต้นทุนการเดินทางของประชาชน ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้า รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยยังคงรักษาความเป็นผู้นำด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียนไว้ได้ แม้ว่าหลายประเทศเพื่อนบ้านจะเร่งลงทุนอย่างต่อเนื่องก็ตาม
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมยังมั่นใจว่าประเทศไทยมีศักยภาพนำหน้าประเทศเพื่อนบ้านอีกหลายปี แต่หากต้องการรักษาความได้เปรียบดังกล่าวไว้ จำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งการพึ่งพางบประมาณของรัฐเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงต้องเปิดทางให้มีการระดมทุนจากภาคเอกชนและตลาดทุนมากขึ้น โดยจะพิจารณาเฉพาะโครงการที่สามารถสร้างรายได้หรือจัดเก็บค่าบริการได้ เช่น โครงการของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และโครงการมอเตอร์เวย์ของกรมทางหลวง ซึ่งสามารถนำรายได้ในอนาคตมาต่อยอดเป็นเครื่องมือระดมทุนผ่าน Thailand Future Fund (TFF) หรือรูปแบบอื่นในตลาดทุน สำหรับโครงการที่มีแนวโน้มจะนำรูปแบบ Thailand Future Fund มาใช้ ขณะนี้มีหลายโครงการอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยหนึ่งในโครงการที่มีความเป็นไปได้ คือ โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สาย M8 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ-ชะอำ อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอผลสรุปจากการประชุมเชิงปฏิบัติการของกระทรวงคมนาคมก่อน จึงจะสามารถระบุรายชื่อโครงการที่จะดำเนินการได้อย่างชัดเจน
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า การระดมทุนผ่าน TFF ไม่ได้มีอุปสรรคด้านกฎหมายมากนัก เนื่องจากเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล กระทรวงการคลัง และกรมบัญชีกลาง โดยขั้นตอนการดำเนินงานใช้ระยะเวลาใกล้เคียงกับกระบวนการจัดทำงบประมาณปกติ ซึ่งแต่ละโครงการก็ต้องมีการวางแผนล่วงหน้าหลายปีอยู่แล้ว จึงไม่ได้ทำให้การลงทุนล่าช้าไปกว่าการใช้งบประมาณปกติ ส่วนการพัฒนาระบบราง กระทรวงคมนาคมมีการตั้งเป้าหมายให้ การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท.สามารถยกระดับผลประกอบการจนถึงจุดคุ้มทุนในอนาคต เพราะเมื่อฐานะทางการเงินมีความแข็งแกร่ง การระดมทุนผ่านตลาดทุนก็จะมีความเป็นไปได้มากขึ้น แตกต่างจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังมีผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่อง
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ หลายโครงการที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้จะถูกผลักดันในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อลดภาระงบประมาณของภาครัฐ ควบคู่กับการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งลดภาระประชาชน เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านระบบคมนาคมที่สะดวก ปลอดภัย และเชื่อมโยงทุกมิติ
นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่จะบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการ คือการบูรณาการแผนงานของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เนื่องจากที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานมักวางแผนแยกกัน ทำให้เกิดการปรับแก้โครงการซ้ำซ้อนและสูญเสียงบประมาณ ดังนั้น ในอนาคตทุกโครงการด้านถนน ราง น้ำ และอากาศ จะต้องวางแผนร่วมกันตั้งแต่ต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน ลดความสูญเสียของประเทศ และทำให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นไปอย่างเชื่อมโยงและยั่งยืน



