กรอ.ชู‘ความปลอดภัยโรงงาน’
The must อุตฯไทยแข่งขันยั่งยืนบนเวทีโลก
ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากหลายปัจจัยที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและราคาพลังงานจากภัยสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ตลอดจนการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ระบบอัตโนมัติ และ Internet of Things (IoT) ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิด วิธีผลิต และวิธีบริหารจัดการโรงงานอุตสาหกรรมอย่างสิ้นเชิง
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ “ความสามารถในการแข่งขัน” ของประเทศไม่ได้วัดกันเพียงต้นทุนการผลิต กำลังการผลิต หรือมูลค่าการส่งออกอีกต่อไป แต่วัดจากความสามารถในการผลิตที่มีความยั่งยืน มีมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศน้อย สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก
พรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ให้ข้อมูลว่า ภาคอุตสาหกรรมเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงาน ซึ่งต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลทางเศรษฐกิจสะท้อนให้เห็นว่าสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมของภาคอุตสาหกรรมต่อจีดีพี มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 30% ในอดีต เหลือประมาณ 24.5% ในปัจจุบัน ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index : MPI) ชะลอตัวต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนแรงงานต่ำกว่า ตลอดจนข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้นจากประเทศคู่ค้า สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าการพึ่งพารูปแบบการผลิตแบบเดิมที่เน้นต้นทุนต่ำและปริมาณมากนั้น ไม่เพียงพอต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศอีกต่อไป บริษัทข้ามชาติและผู้ซื้อสินค้าในตลาดโลกนั้นมองหาคู่ค้าที่ไม่เพียงแต่มีคุณภาพสินค้าที่ดี แต่ยังต้องมีการบริหารจัดการความปลอดภัยที่เข้มงวด และมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
ในบริบทเช่นนี้ การยกระดับภาคอุตสาหกรรมจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือลดต้นทุน แต่การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สามารถต่อยอดไปสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน คู่ค้า ประชาชน และชุมชน สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมไทยสามารถดำเนินกิจการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการและประเทศในที่สุด
อย่างไรก็ดี สิ่งที่สะท้อนความสำคัญของประเด็นดังกล่าวได้อย่างชัดเจนและเจ็บปวด คือสถานการณ์อุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งยังคงเป็นความท้าทายที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย ทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุในโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือร้ายแรง นอกเหนือจาก
จะสร้างความสูญเสียที่ไม่อาจชดเชยได้ต่อครอบครัวของผู้บาดเจ็บ ต่อชุมชน แล้วยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของบริษัท และอุตสาหกรรมไทยโดยรวมอีกด้วย
ข้อมูลจากระบบรายงานอุบัติเหตุของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 พบว่า มีอุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรม 78 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 51 ราย และผู้เสียชีวิต 8 ราย แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะคิดเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนโรงงานทั่วประเทศ แต่ทุกเหตุการณ์ล้วนสร้างความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อม และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคธุรกิจ
เมื่อจำแนกตามประเภทของอุบัติเหตุ พบว่า อัคคีภัยยังคงเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่ง คิดเป็นร้อยละ 75.6 หรือ 59 ครั้ง ขณะที่อุบัติเหตุจากการทำงานและเครื่องจักร รวมถึงเหตุสารเคมีรั่วไหล มีจำนวนประเภทละ 9 ครั้ง หรือร้อยละ 11.5 ของเหตุการณ์ทั้งหมด
เมื่อพิจารณาพื้นที่เกิดเหตุ พบว่าจังหวัดที่เป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ ได้แก่ สมุทรสาคร สมุทรปราการ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง ยังคงเป็นพื้นที่ที่พบอุบัติเหตุในระดับสูง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีอุตสาหกรรมหนาแน่น สะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงในพื้นที่อุตสาหกรรมหลักของประเทศอย่างต่อเนื่อง
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกยังพบว่า ไฟฟ้าลัดวงจร ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอัคคีภัย รองลงมา ได้แก่ ความร้อนสะสมของเครื่องจักร งานเชื่อมหรืองานที่ก่อให้เกิดความร้อน (Hot Work) การเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ การบำรุงรักษาที่ไม่เพียงพอ การรั่วไหลของสารเคมี ความผิดพลาดของผู้ปฏิบัติงาน และการจัดเก็บวัตถุไวไฟที่ไม่เหมาะสม ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนข้อเท็จจริงที่สำคัญว่า อุบัติเหตุจำนวนมากสามารถป้องกันได้ หากมีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ มีการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน และนำเทคโนโลยีมาช่วยตรวจจับความผิดปกติก่อนที่จะเกิดเหตุ
อธิบดีพรยศระบุอีกว่า ในอดีต การบริหารจัดการความปลอดภัยของโรงงานส่วนใหญ่มักอยู่บนแนวคิด Reactive Safety หรือการแก้ไขปัญหาหลังเกิดเหตุ แต่ภายใต้บริบทของโรงงานอุตสาหกรรมยุคใหม่ แนวคิดดังกล่าวไม่เพียงพออีกต่อไป ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านสู่ Predictive Safety หรือการบริหารจัดการความปลอดภัยเชิงคาดการณ์ ที่อาศัยข้อมูล เทคโนโลยี และการวิเคราะห์ความเสี่ยงเพื่อป้องกันอุบัติเหตุก่อนเกิดขึ้น ซึ่งปัจจุบัน AI และ IoT สามารถนำมาใช้ตรวจวัดอุณหภูมิ ความดัน กระแสไฟฟ้า การสั่นสะเทือนของเครื่องจักร และสภาพการทำงานของระบบต่างๆ แบบ Real-time พร้อมวิเคราะห์แนวโน้มความผิดปกติและแจ้งเตือนล่วงหน้า ทำให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนบำรุงรักษา ลดการหยุดเดินเครื่อง และลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การนำของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างสมดุลภายใต้แนวคิด “อุตสาหกรรมเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม” พร้อมขับเคลื่อนการทำงานแบบ ONE MIND เพื่อบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานในสังกัดให้เป็นหนึ่งเดียวในการยกระดับศักยภาพภาคอุตสาหกรรมไทย
นโยบายดังกล่าวให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยควบคู่กัน เพราะการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคตจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อสามารถสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัยของประชาชน และการรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปพร้อมกัน
กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลด้านโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศมุ่งมั่นผลักดันให้โรงงานไทยก้าวสู่ยุค Smart Industrial Safety ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมไทยให้มีความปลอดภัยอย่างยั่งยืน จึงให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นทั้งการพัฒนากฎหมาย มาตรฐาน การกำกับดูแล และการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการความเสี่ยง
ดังนั้น บทบาทของ กรอ.จึงครอบคลุมทั้งการกำกับดูแลให้โรงงานอุตสาหกรรมปฏิบัติตามกฎหมาย พัฒนา ส่งเสริม และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานทางวิชาการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านความปลอดภัยระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา
ที่ผ่านมา กรอ.ได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยโรงงานเชิงรุกในหลากหลายมิติ เช่น การผลักดันให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้กับระบบความปลอดภัยในกระบวนการผลิต ทั้งการส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการตรวจสอบหม้อน้ำขนาดใหญ่และภาชนะรับแรงดัน การส่งเสริมให้นำระบบ IoT หรือ Smart Factory มาช่วยในการติดตามสถานะการทำงานของเครื่องจักรแบบ Real-time ลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลของสารเคมี และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการความปลอดภัย
นอกจากนี้ ยังมีการร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศ เช่น กระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) ในโครงการความปลอดภัยอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industrial Safety) ซึ่งเป็นการนำองค์ความรู้ด้าน Data Science และ Machine Learning มาใช้ในโรงงานไทยเพื่อยกระดับความปลอดภัยไปพร้อมกับการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน อีกทั้ง กรอ.ยังยกระดับการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้กับผู้ประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมผ่านการจัดฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านไฟฟ้า สารเคมี การป้องกันและการระงับอัคคีภัย เป็นต้น
การลงทุนด้านความปลอดภัยไม่ใช่ต้นทุนที่สูญเปล่า แต่เป็นการลงทุนเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ โรงงานที่นำเทคโนโลยีความปลอดภัยมาใช้ ไม่เพียงแต่ลดอุบัติเหตุและข้อผิดพลาด แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดของเสีย และประหยัดพลังงานได้อีกด้วย
“ท้ายที่สุดแล้ว ความปลอดภัยคือรากฐานที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในยุคใหม่ ที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และทำให้โรงงานสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน ความปลอดภัยจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของกฎหมายหรือข้อบังคับ แต่เป็นวัฒนธรรมองค์กรและวิธีคิดที่ต้องปลูกฝังให้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานประจำวันของทุกคนในโรงงาน” อธิบดีพรยศทิ้งท้าย

