เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดตัว Reforest Tokenization เปลี่ยนคาร์บอนเครดิตเป็นโทเคน สร้างรายได้คืนชุมชนดูแลป่า นำร่อง 3 จังหวัด ตั้งเป้ารายได้ต่อเดือน 1.5 หมื่นบาทต่อครัวเรือน
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ในงาน Toward Reforestation Carbon Credit Tokenization ที่ ห้อง Grand Hall ชั้น 3 อาคารทรู ดิจิทัล พาร์ค ฝั่งเวสต์ กรุงเทพฯ นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เปิดตัว Reforest Tokenization โมเดลเศรษฐกิจสีเขียวที่มุ่งยกระดับผืนป่า “ทุนธรรมชาติ” ให้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ Natural Capital โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงคุณค่าจากการฟื้นฟูและดูแลผืนป่าเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมจับมือมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำร่องพื้นที่กว่า 10,000 ไร่ ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และตาก เพื่อสร้างต้นแบบการอนุรักษ์ที่สามารถสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน

นายศุภชัย กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของโครงการคือการสร้างระบบที่เชื่อมโยงคุณค่าของป่าไปสู่คุณค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อให้คนที่อาศัยอยู่กับป่าได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาร์บอนเครดิตจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ก่อนต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าจากทุนธรรมชาติในมิติที่กว้างขึ้น ทั้งระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรน้ำ และคุณค่าที่เกิดจากชุมชนผู้ดูแลผืนป่า การอนุรักษ์ป่าในอนาคตจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้คนที่อยู่กับป่าสามารถมีรายได้จากการรักษาป่า มากกว่าการใช้ประโยชน์ที่ทำลายทรัพยากร
“ที่ผ่านมาอินเซนทีฟของการรักษาป่ามีน้อย แต่อินเซนทีฟของการตัดไม้ทำลายป่า ปลูกพืชเชิงเดี่ยว หรือแม้แต่กิจกรรมผิดกฎหมายกลับมีมากกว่า ถ้าเราจะรักษาป่า เราต้องสร้างแรงจูงใจใหม่ให้คนที่อยู่กับป่าไม่อยากทำลายป่า ถ้าเราไม่สร้างอาชีพที่ยั่งยืน ไม่สร้างรายได้ที่ดีกว่า สุดท้ายเขาก็ต้องเลือกสิ่งที่ทำให้ครอบครัวอยู่รอด” นายศุภชัย กล่าว

เปลี่ยนคาร์บอนเครดิตเป็นโทเคนคืนรายได้สู่ชุมชน 1.5 หมื่นต่อเดือน
นายศุภชัย กล่าวว่า ป่าเป็นระบบนิเวศที่สำคัญของมนุษย์ โดยช่วยดูดซับคาร์บอนจากกิจกรรมของมนุษย์ร้อยละ 31 เป็นแหล่งกำเนิดน้ำจืดร้อยละ 75 ของโลก เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตบนบกร้อยละ 80 และประชากรที่ยากจนที่สุดของโลกร้อยละ 90 ยังพึ่งพาป่าในการดำรงชีวิต อย่างไรก็ตาม ระหว่างปี 2533 ถึงปี 2568 พื้นที่ป่าในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยกัมพูชาสูญเสียพื้นที่ป่าร้อยละ 42 สปป.ลาวร้อยละ 9.5 เมียนมาร้อยละ 3.9 และประเทศไทยร้อยละ 2.9 แม้ไทยจะรักษาพื้นที่ป่าไว้ได้ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการรักษา หากต้องเพิ่มพื้นที่ป่าให้มากขึ้น พร้อมรับมือกับปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ที่ยังเป็นความท้าทายสำคัญ
นายศุภชัย กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในจังหวัดน่าน ทำให้เห็นว่าหัวใจของการอนุรักษ์ป่าไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้ แต่ต้องทำให้ชุมชนสามารถอยู่กับป่าได้อย่างสมดุล มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีอาชีพที่ยั่งยืน หากชุมชนยังมีรายได้ไม่เพียงพอ แรงกดดันต่อผืนป่าก็จะยังคงอยู่ ซึ่ง Reforest Tokenization จะนำคุณค่าของการรักษาต้นน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ การป้องกันไฟป่า และการดูแลชุมชน มาแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านการแปลงคาร์บอนเครดิตเป็นโทเคน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์
นายศุภชัย กล่าวว่า สำหรับโครงการนำร่อง จะดำเนินการผ่านชุมชนที่ดูแลพื้นที่ป่า โดยหากชุมชนประมาณ 200 ครัวเรือน สามารถดูแลพื้นที่ป่าราว 10,000 ไร่ และมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 10,000-15,000 บาทต่อเดือน จากปัจจุบันที่มีรายได้เฉลี่ยเพียง 80,000-100,000 บาทต่อปี หรือประมาณ 6,000-7,000 บาทต่อเดือน ควบคู่กับการส่งเสริมการปลูกพืชมูลค่าสูง อาทิ กาแฟและผลไม้เศรษฐกิจ ก็จะช่วยเปลี่ยนแรงจูงใจจากการทำลายป่าไปสู่การรักษาป่า และสามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นในประเทศไทยและภูมิภาคได้ เพื่อให้การอนุรักษ์ป่ากลายเป็นเศรษฐกิจที่ทุกคนมีส่วนร่วม และชุมชนได้รับประโยชน์อย่างยั่งยืน

ซีพีตั้งกองทุนฟื้นฟูป่า 30 ล้าน
นายศุภชัย กล่าวว่า จะทำงานร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในการปลูกป่าชุมชน อย่างไรก็ตาม ความโปร่งใสเป็นหัวใจของโครงการ จึงต้องมีการกำกับดูแล ตรวจสอบ และติดตามการดำเนินงาน พร้อมเปิดให้ภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ เพื่อยืนยันว่ามีการดูแลป่า ป้องกันไฟป่า และดำเนินการภายใต้กฎหมายอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้ชุมชนในพื้นที่ยังเป็นแนวทางลดแรงจูงใจในการทำกิจกรรมผิดกฎหมายในป่า โดยเฉพาะปัญหายาเสพติดในพื้นที่ชายแดน
“ถ้าโมเดลนี้สำเร็จ ภาคเอกชนอีกหลายบริษัทก็สามารถเข้ามาสนับสนุนได้ และจะเกิดวิสาหกิจชุมชนที่ทำงานภายใต้ระบบตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ ถ้าเราสร้างทางเลือกใหม่ที่ทำมาหากินได้ถูกกฎหมาย ชาวบ้านเขาก็เลือกทางที่ถูกกฎหมาย” นายศุภชัย กล่าว
นายศุภชัย กล่าวว่า ทั้งนี้ เราตั้งเป้าร่วมพัฒนากลไกกองทุนหมุนเวียนเพื่อการฟื้นฟูป่ากับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ภายในปี 2573 วงเงินรวม 30 ล้านบาท ซึ่งเงินจะเข้าสู่กองทุนดูแลป่าชุมชน แบ่งใช้ 2 ด้าน ได้แก่ กองทุนป้องกันไฟป่า และกองทุนส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ทั้งนี้ โครงการที่จะทำร่วมกับแม่ฟ้าหลวงมีพื้นที่ป่านำร่องกว่า 10,000 ไร่ ใน 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และตาก ประมาณการณ์คาร์บอนเครดิต 10,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
นอกจากนี้ ภายในปี 2569 นี้ เครือฯ จะนำคาร์บอนเครดิตจากพื้นที่ป่าที่พัฒนาโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จำหน่ายบนแอปพลิเคชัน TrueMoney เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมสนับสนุนการดูแลป่า ผ่านรูปแบบการแลกสิทธิ์ใช้งานทันที หรือ Instant Redeem กลไกในระยะเริ่มต้นนี้จะยังไม่มีการถือครองเหรียญหรือโทเคนใน Digital Wallet แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและบล็อกเชน เพื่อเชื่อมกระบวนการเลือกซื้อ ชำระเงิน และรับใบรับรองการชดเชยคาร์บอนให้ครบในประสบการณ์เดียว ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการสนับสนุนการดูแลป่าได้สะดวก โปร่งใส และตรวจสอบได้มากขึ้น
สำหรับระยะต่อไป เครือเจริญโภคภัณฑ์จะพัฒนากลไก Reforest Tokenization อย่างเต็มรูปแบบภายใต้กฎหมายและการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างช่องทางใหม่ในการระดมทุนและขยายระบบนิเวศการอนุรักษ์ โดยใช้โทเคนเป็นเครื่องมือสำคัญที่เชื่อมโยงคุณค่าของป่า

ชี้ 55% จีดีพีโลกพึ่งพาธรรมชาติ
หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญวิกฤตทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรง โดยข้อมูลจาก Planetary Boundaries ระบุว่าโลกได้ก้าวข้ามขีดจำกัดความยั่งยืนแล้ว 7 ใน 9 ด้าน ขณะที่ Earth Overshoot Day สะท้อนว่ามนุษยชาติใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินกว่าที่โลกจะฟื้นฟูได้ในหนึ่งปี หรือเทียบเท่ากับการนำทรัพยากรของคนรุ่นลูกหลานมาใช้ล่วงหน้า ทั้งนี้การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตในอนาคต เนื่องจากกว่า 55% ของจีดีพีโลกยังพึ่งพาฐานทรัพยากรธรรมชาติ
หม่อมหลวงดิศปนัดดา กล่าวว่า ภาคธุรกิจและภาครัฐจำเป็นต้องปรับแนวคิดการพัฒนา โดยให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน ซึ่งเป็นผู้ดูแลทรัพยากรธรรมชาติด่านหน้า และต้องผลักดันกลไกทางการเงินและคาร์บอนเครดิตที่สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน รวมถึงยกระดับการอนุรักษ์จากการกักเก็บคาร์บอนไปสู่การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจต้องมอง “ต้นทุนทางธรรมชาติ” เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการดำเนินงาน และควรตระหนักถึง ต้นทุนของการไม่ทำอะไร หรือ Cost of Inaction เพราะหากปล่อยให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม ต้นทุนในการแก้ไขปัญหาในอนาคตจะสูงกว่าการลงทุนเพื่อป้องกันตั้งแต่วันนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้






