หน้าแรก เศรษฐกิจ ตลท.ยันปม สุภ...

ตลท.ยันปม สุภาพร พิมพงษ์ ไม่เห็นข้อกังวล-ฉุดมู้ดลงทุนต่างชาติ หลังซื้อสะสม 4 หมื่นล้านบ.

8.07.26 | 17:16 น.

ตลท.ยันปม ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ไม่เห็นข้อกังวล-ฉุดมู้ดลงทุนต่างชาติ หลังซื้อสะสม 4 หมื่นล้านบ.

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า จากกรณีการส่งรายงานซื้อหุ้นไทยของ น.ส.สุภาพร พิมพงษ์ ที่ส่งรายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เนื่องจากมีการระบุถึงมูลค่าการซื้อหุ้นไทยในหลายบริษัท ซึ่งสูงเกินเกณฑ์ในทุกระดับที่ 5% โดยเฉพาะหุ้นบริษัท ทรู คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ที่ได้ออกเอกสารชี้แจงทันทีว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง เบื้องต้นจากการประเมินภาพในตลาดหุ้นไทยตอนนี้มองว่า การซื้อขายในตลาดหุ้นยังไม่เห็นข้อกังวลมากนัก เพราะพื้นฐานของธุรกิจต่างๆ หรือพื้นฐานของบริษัทยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากการรายงานครั้งนี้

นายอัสสเดชกล่าวว่า ส่วนผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ในตอนนี้ยังไม่พบนักลงทุนต่างชาติสอบถามข้อมูลเข้ามา เพราะการลงทุนของต่างชาติโดยเฉพาะสถาบัน จะมองในส่วนของผลประกอบการของการดำเนินงานของธุรกิจนั้นๆ มากกว่า ส่วนเรื่องผู้ดูหุ้นหากมีการเปลี่ยนแปลง คงมองเพียงในระดับหนึ่งเท่านั้น คงไม่ได้ถึงขั้นที่จะเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการของธุรกิจ รวมถึงในกรณีที่เกิดขึ้นนี้ หากเป็นจริง ก็อาจยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงกันเส้นทางหรือกลยุทธ์ของธุรกิจเหล่านั้น แต่จะมีผลจริงๆ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการควบคุม ซึ่งในกรณีนี้ยังไม่ได้เห็นว่ามีเคสแบบนั้น

“จากการประสานงาน และสนับสนุนให้สำนักงาน ก.ล.ต.หาความเป็นจริงถึงการกระทำดังกล่าวว่าจริงหรือเท็จอย่างไรในการส่งรายงานเข้ามาในระบบ ซึ่งเข้าใจว่า ก.ล.ต.กำลังดูข้อมูลอย่างลึกซึ้งในหลายๆ มุมมองจากทุกจุดเท่าที่จะหาได้ เพื่อพิสูจน์ให้แน่ใจว่าสิ่งนั้นเป็นความจริงหรือไม่จริงเท่าใด” นายอัสสเดชกล่าว

นายอัสสเดชกล่าวต่อว่า ภาพรวมตลาดทุนไทยยังมีทิศทางบวก ข้อมูล ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,591.24 จุด เพิ่มขึ้น 1.5% จากเดือนก่อนหน้า และบวก 26.3% เทียบจากสิ้นปี 2568 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่าตลาดรวม ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวม อยู่ที่ 74,436 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 87.7% เทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 65,931 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.5% โดยมี 6 วันทำการที่มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยเกิน 1 แสนล้านบาท

นายอัสสเดชกล่าวด้วยว่า ด้านกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) มีสัญญาณบวก ท่ามกลางความผันผวนโลก สะท้อนจากปัจจุบันที่นักวิเคราะห์หลายรายคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (อีพีเอส) ของตลาดไว้เกิน 100 บาทต่อหุ้นแล้ว แม้ในระยะข้างหน้าจะยังมีปัจจัยความผันผวนที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในต่างประเทศและราคาน้ำมันที่ขยับตัวสูงขึ้น แต่ตลาดทุนไทยยังมีปัจจัยบวกภายในประเทศ โดยเฉพาะมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อเสถียรภาพของไทย หากการลงทุนผ่านโครงการต่างๆ อาทิ บีโอไอ ฟาส พาส เห็นผลได้เร็ว จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ตลาดทุนไทยมีความน่าสนใจอย่างต่อเนื่อง

Advertisement

นายอัสสเดชกล่าวเพิ่มเติมว่า ทิศทางเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) มีการซื้อสุทธิสะสมมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันกว่า 40,000 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากการปรับพอร์ตการลงทุน (Rotation) ของนักลงทุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีระดับราคา (Valuation) ตึงตัว เพื่อมาหาแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยและให้ผลตอบแทน (Yield) ที่ดี ซึ่งประเทศไทยยังสามารถตอบโจทย์นี้ได้ และไทยยังได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านที่ทำให้นักลงทุนย้ายฐานการลงทุนมายังไทยด้วย ขณะเดียวกัน ในด้านการสนับสนุนภาครัฐ พร้อมสนับสนุนแนวคิดการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เพื่อเป็นทางเลือกในการระดมทุนสำหรับโครงการภาครัฐ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนที่กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาความเหมาะสมของสินทรัพย์ที่จะนำมาจัดตั้งกองทุน

“วางเป้าหมายระยะยาวในอีก 15 ปีข้างหน้า เพื่อพัฒนาตลาดทุนไทยให้ก้าวสู่การเป็นตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market) ซึ่งต้องอาศัยการปรับปรุงกฎเกณฑ์การเข้าถึงตลาด และการขยายสภาพคล่องให้ครอบคลุมมากกว่าเพียงหุ้นขนาดใหญ่เท่านั้นในปัจจุบัน” นายอัสสเดชกล่าว