หน้าแรก เศรษฐกิจ สศช.รื้อสัญญา...

สศช.รื้อสัญญาโรงไฟฟ้า มุ่งลดค่าไฟประชาชน ธปท.เผย GDP ปี69 โต 2.3% แบบกระจุกตัว

9.07.26 | 06:38 น.

สศช.รื้อสัญญาโรงไฟฟ้า มุ่งลดค่าไฟประชาชน ธปท.เผย GDP ปี 69 โต 2.3% แบบกระจุกตัว BOI อนุมัติ 9 โครงการยักษ์

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เปิดเผยภายหลังการประชุมที่มีนายปกรณ์ อินประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชน ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติรื้อสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทน (SPP/VSPP) โซลาร์และลมในอดีตที่เป็น “สัญญาชั่วนิรันดร์ต่ออายุอัตโนมัติ” และมีราคารับซื้อสูงเกินจริง โดยจะปรับราคารับซื้อใหม่ให้สอดคล้องกับต้นทุนปัจจุบันที่ถูกลง โดยอ้างอิงราคาโซลาร์ชุมชนที่ 2.16 บาทต่อหน่วย เริ่มใช้กับโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ก่อน

นายดนุชากล่าวว่า การดำเนินการได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มที่ครบอายุสัญญา 25 ปีแล้ว (515 สัญญา) มติใหม่คือยกเลิกการต่ออายุอัตโนมัติ ให้ต่อสัญญาได้อีกเพียงรอบเดียว (3-5 ปี) และต้องใช้ราคา 2.16 บาทต่อหน่วยเท่านั้น 2.กลุ่มที่ได้รับเงินอุดหนุน (Adder) ครบ 10 ปี แต่สัญญาไม่ครบ 25 ปี (46 สัญญา) ช่วงเวลาที่เหลือจะถูกปรับลดราคารับซื้อลงมาอยู่ที่ 2.16 บาทต่อหน่วยเช่นกัน ส่วนกลุ่มที่ยังไม่จ่ายไฟเข้าระบบ (Non-COD) หากล่วงเลยกำหนดมา 2 ปีโดยไม่คืบหน้า จะพิจารณายกเลิกสัญญาเป็นรายกรณี

“สำหรับผลต่อค่าไฟฟ้า สนพ. และ กกพ. อยู่ระหว่างคำนวณตัวเลขเพื่อลดค่าไฟฐาน โดยขั้นตอนต่อไปจะเสนอให้ กพช. เห็นชอบ ก่อนให้ 3 การไฟฟ้าเดินหน้าแก้ไขสัญญา ทั้งนี้นายปกรณ์ ย้ำว่าภาครัฐต้องยึดประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกฟ้องร้องเพราะทำเพื่อสาธารณะ คณะกรรมการฯ ยังมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงสัญญาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) เพื่อลดผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าฐาน ทั้งนี้ ยืนยันว่าการแก้ไขสัญญากลุ่มพลังงานทดแทนก่อนจะไม่กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center เนื่องจากรัฐบาลมีแนวทางรองรับชัดเจน เช่น การส่งเสริม Direct PPA ให้ซื้อไฟฟ้าโดยตรงจากผู้ผลิตได้” นายดนุชากล่าว

นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยมีแรงส่งดีกว่าคาดจากวัฏจักรเทคโนโลยีและการลงทุน AI แต่ขยายตัวต่ำและฟื้นตัวไม่ทั่วถึง โดย ธปท. ประเมิน GDP ปี 2569 ไว้ที่ 2.3% และจะชะลอลงเหลือ 1.8% ในปี 2570 ซึ่งในเชิงลึกพบว่าธุรกิจใหญ่มีสภาพคล่องดี แต่ SMEs ยังเผชิญภาวะตึงตัวชัดเจน กลุ่มที่โตดีกระจุกตัวแค่ในกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากมาตรการรัฐ

ด้านนางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท. กล่าวว่า เครื่องยนต์หลักปี 2569 คือภาคส่งออก คาดโตสูง 14.0% โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่โตถึง 43.8% ตามกระแส Data Center ทว่าผลบวกต่อเศรษฐกิจในประเทศจำกัด เพราะกระจุกตัวในผู้ส่งออกรายใหญ่เพียง 1% (ราว 105 ราย ส่วนใหญ่เป็นทุนต่างชาติ) และพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนสูง ด้านการบริโภคภาคเอกชนจะถูกพยุงด้วยมาตรการรัฐในไตรมาส 3 ก่อนชะลอตัวในไตรมาส 4 ตามเม็ดเงินที่หมดลง

Advertisement

ขณะที่นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท. กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเป็นผลชั่วคราวจากหมวดพลังงาน คาดเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 อยู่ที่ 2.8% และลดเหลือ 1.4% ในปี 2570 สำหรับภาวะการเงิน ค่าเงินบาทอ่อนค่าตามทิศทางดอลลาร์แต่มีเสถียรภาพ ขณะที่สินเชื่อธนาคารโตต่ำ โดยสินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่องเพราะสถาบันการเงินระมัดระวังปล่อยกู้กลุ่มเสี่ยง คุณภาพสินเชื่อภาพรวมทรงตัวแต่ต้องติดตามกลุ่มเปราะบางใกล้ชิด

นายดอนยังกล่าวสรุปจุดยืน ธปท.ว่า ดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัว (Accommodative with vigilance) ควบคู่มาตรการเฉพาะจุดช่วยกลุ่มเปราะบาง ทั้งนี้ ตัวเลข GDP 2.3% ยังต่ำกว่าศักยภาพและซ่อนความเหลื่อมล้ำแบบ K-shaped ส่วนเงินเฟ้อยังประเมินว่าตัดความเสี่ยงทิ้งไม่ได้จาก 3 ปัจจัยหลักคือ การส่งผ่านเงินเฟ้อ, ผลกระทบจากเอลนีโญปลายปีที่ทำให้ราคาอาหารสูงขึ้น และสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บอร์ดบีโอไอที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังเป็นประธาน อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ 9 โครงการ มูลค่ารวม 66,320 ล้านบาท ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหาร ขนส่งทางอากาศ วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง Data Hosting และพลังงานหมุนเวียน พร้อมขยายอำนาจหน้าที่ “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานฯ” ให้ครอบคลุมการกลั่นกรองโครงการ Data Center เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน โดย 9 โครงการใหญ่ ประกอบด้วย บจ. เนสท์เล่ (ไทย) ลงทุนผลิตกาแฟ 22,935 ล้านบาท (สมุทรปราการ), บมจ. การบินไทย เช่าเครื่องบิน 8 ลำ 14,326 ล้านบาท, บจ. ดาต้าเซคชั่น (ประเทศไทย) ลงทุน Data Hosting และ GPU Server รองรับ AI 7,831 ล้านบาท (ปทุมธานี/กทม.), กลุ่มผลิตวัตถุดิบ PCB สำหรับ AI Server 3 บริษัท (ดูซาน, ไต้หวัน ยูเนี่ยน, ฟูลเทค) มูลค่ารวม 15,610 ล้านบาท และ บจ. ลมรักษ์ กรีนเอ็นเนอร์จี ผลิตไฟฟ้าพลังงานลม 5,618 ล้านบาท (ลพบุรี)

“ที่ประชุมเห็นชอบปรับบทบาทอนุกรรมการฯ โดยมีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีพลังงานเป็นประธาน เพื่อกลั่นกรองโครงการ Data Center ทุกมิติ ทั้งพลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อม ก่อนยื่นขอรับการส่งเสริม พร้อมรับทราบกรอบดำเนินงานเร่งด่วน 7 ด้าน อาทิ การกำหนดอัตราค่าไฟเฉพาะสำหรับ Data Center, การส่งเสริม Direct PPA ไฟฟ้าสะอาด และการจัดทำ Power & Water Map เพื่อกำหนดพื้นที่ลงทุนที่เหมาะสมและยั่งยืน” นายนฤตม์กล่าว