ผู้ส่งออก ไล่ลำดับความเสี่ยง สหรัฐ-อิหร่าน ยิงไม่เลิก เริ่มกระทบต้นทุนการค้า ฉุดความเชื่อมั่น-ห่วงโซ่อุปทานโลก
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ให้มุมมองต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านว่า จากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สรท.ประเมินว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและการค้าระหว่างประเทศ โดยสามารถประเมินได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้
นายธนากรกล่าวว่า ประการแรก เป็นสถานการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด นั่นคือ คาดว่าความขัดแย้งจะยังดำเนินต่อไป แต่ยังไม่ลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ แม้ทั้งสองฝ่ายจะยังมีการตอบโต้กันทางทหารเป็นระยะ แต่ต่างฝ่ายต่างตระหนักถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจและผลกระทบต่อเสถียรภาพของโลก จึงยังมีแรงจูงใจที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าในวงกว้าง
“ภาคการส่งออกของไทยจะเริ่มได้รับผลกระทบผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งค่าระวางเรือ ค่าเบี้ยประกันภัยทางทะเล (War Risk Insurance) ระยะเวลาการขนส่งที่ยาวนานขึ้น รวมถึงความผันผวนของราคาพลังงาน แม้ว่าสินค้าจะไม่ได้ส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางโดยตรงก็ตาม” นายธนากรกล่าว
นายธนากรกล่าวต่อว่า ประการที่สอง เป็นสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยสิ่งที่ สรท.ให้ความสำคัญมากที่สุด คือสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่สำคัญของโลก หากเกิดการรบกวนการเดินเรืออย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีเรือพาณิชย์ การเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ หรือการชะลอการขนส่งสินค้า จะส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์โลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลที่ตามมาคือราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ค่าระวางเรืออาจกลับไปอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงช่วงวิกฤตโควิด-19 หรือวิกฤตทะเลแดง ขณะเดียวกัน ผู้ซื้อในต่างประเทศอาจชะลอคำสั่งซื้อเพื่อรอดูทิศทางของสถานการณ์
นายธนากรกล่าวด้วยว่า สำหรับประการสุดท้าย เป็นกรณีที่มีโอกาสเกิดไม่สูง แต่จำเป็นต้องเตรียมความพร้อม หากเกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นระยะเวลานาน หรือความขัดแย้งขยายวงไปยังประเทศผู้ผลิตพลังงานรายสำคัญ ผลกระทบจะไม่ใช่เพียงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ แต่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกโดยตรง ซึ่งในกรณีนี้เราอาจเห็นราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก เงินเฟ้อกลับมา ธนาคารกลางหลายประเทศชะลอการลดอัตราดอกเบี้ย การค้าโลกชะลอตัว และการส่งออกของไทยจะได้รับผลกระทบทั้งจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและกำลังซื้อของตลาดโลกที่อ่อนแรงลง
นายธนากรมองว่า แม้ไทยยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้ง แต่กำลังได้รับผลกระทบผ่านต้นทุนด้านโลจิสติกส์และพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดย สรท.ขอเสนอให้ภาครัฐดำเนินการใน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.การติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานและค่าระวางเรืออย่างใกล้ชิด 2.การเตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการหากสถานการณ์ยืดเยื้อ 3.การเร่งอำนวยความสะดวกทางการค้าและเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ส่งออก โดยเฉพาะ SMEs และ 4.การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนค่าขนส่ง และการวางแผนส่งมอบสินค้า
“มุมมองผู้ส่งออกนั้น ความน่ากังวลไม่ได้อยู่ที่การเกิดสงครามเพียงอย่างเดียว แต่คือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ต้นทุนการค้า และความเชื่อมั่นของตลาดระหว่างประเทศ หากสถานการณ์ยังจำกัดอยู่ในระดับการตอบโต้เป็นระยะ ผลกระทบต่อการส่งออกไทยยังอยู่ในระดับที่ภาคธุรกิจสามารถบริหารจัดการได้ แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อจนกระทบเส้นทางเดินเรือในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซอย่างต่อเนื่อง ไทยจะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ค่าระวางเรือ และความไม่แน่นอนของคำสั่งซื้อ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปีอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เตรียมมาตรการรองรับล่วงหน้า และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อรักษาเสถียรภาพของภาคการส่งออกไทยและความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก” นายธนากรกล่าว



