นักวิชาการ ชี้ 4 เรื่องต้องเกาะติด 3 ด้านที่รัฐบาลต้องรับมือ ผลกระทบสหรัฐ-อิหร่าน ปะทุความขัดแย้ง
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน วิเคราะห์กรณีช่องแคบฮอร์มุซ : สงครามรอบใหม่กับความเปราะบางของ MoU สหรัฐ-อิหร่าน ดังนี้
1.MoU หยุดยิง : การตีความที่แตกต่าง
บันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MoU) ระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงเป็นเวลา 60 วัน เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาสันติภาพถาวร แม้ MoU จะมีทั้งหมด 14 ข้อ แต่สาระสำคัญที่เปิดเผยต่อสาธารณะประกอบด้วย การยุติปฏิบัติการทางทหารทุกแนวรบ (รวมถึงเลบานอน) การรับรองการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนของสหรัฐ การเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และการจัดตั้งกลไกติดตามการดำเนินงานของทั้งสองฝ่าย
อย่างไรก็ตาม แม้ทั้งสองฝ่ายยังไม่ปิดประตูการเจรจา แต่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพถาวรได้ เนื่องจากมีการตีความเนื้อหาใน MoU แตกต่างกัน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นข้อพิพาทสำคัญ อิหร่านตีความว่า MoU รับรองสิทธิของตนในการบริหารจัดการและกำหนดระเบียบการเดินเรือในช่องแคบ ขณะที่สหรัฐเห็นว่า MoU เพียงกำหนดให้อิหร่านอำนวยความสะดวกและรับประกันเสรีภาพในการเดินเรือเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงการยอมรับอำนาจอธิปไตยหรือสิทธิในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ความแตกต่างในการตีความดังกล่าวจึงกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเจรจาหยุดชะงัก และนำไปสู่ความตึงเครียดรอบใหม่
2.การโจมตีรอบใหม่ : การแย่งอำนาจระหว่างสหรัฐกับอิหร่านเหนือช่องแคบฮอร์มุซ
ในบรรดาประเด็นทั้งหมดของ MoU ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นประเด็นที่อิหร่านให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะก่อนการลงนาม MoU ประมาณ 6 สัปดาห์ อิหร่านได้จัดตั้งหน่วยงาน Persian Gulf Strait Authority (PGSA) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2026 เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ออกระเบียบการขออนุญาตเดินเรือ และกำกับการใช้เส้นทางเดินเรือในช่วงวิกฤต
สำหรับอิหร่าน ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็น “ยุทธศาสตร์ทองคำ” (Golden Weapon) หรือเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในการต่อรองกับสหรัฐเนื่องจากเป็นคอขวดด้านพลังงานของโลก ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกว่า 1 ใน 5 ของการค้าโลก หากการเดินเรือในช่องแคบได้รับผลกระทบ จะส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงาน เงินเฟ้อ เศรษฐกิจโลก และแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลสหรัฐ
ดังนั้น ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การปะทะรอบใหม่จึงไม่ได้เกิดจากเหตุโจมตีเรือเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์เหนือการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐกล่าวหาอิหร่านว่าโจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำ ได้แก่ M/T Al Rekayyat ซึ่งเป็นเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ติดธงหมู่เกาะมาร์แชลล์และเกี่ยวข้องกับกาตาร์, M/T Wedyan เรือบรรทุกน้ำมันติดธงซาอุดีอาระเบีย และ M/T Cyprus Prosperity เรือพาณิชย์ติดธงไลบีเรีย
ฝ่ายอิหร่านไม่ได้ยอมรับว่าเป็นผู้โจมตีเรือดังกล่าว โดยระบุว่าเรือบางลำเพิกเฉยต่อคำเตือน หรือแล่นเข้าใกล้พื้นที่ที่กำลังมีการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ขณะที่สหรัฐใช้เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุผลในการโจมตีตอบโต้เป้าหมายทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายฝั่งตอนใต้ของอิหร่าน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ได้แก่ Bandar Abbas, Konarak และ Chabahar
กล่าวโดยสรุป การปะทะรอบใหม่นี้สะท้อนความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐกับอิหร่านเหนือสถานะของช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่านต้องการรักษาอำนาจในการบริหารจัดการเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้ ขณะที่สหรัฐยืนยันหลักเสรีภาพในการเดินเรือ และไม่ต้องการให้อิหร่านใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ
3.ต้นทุนพลังงานยังคงหลอกหลอนเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569
แม้สหรัฐและอิหร่านจะลงนามใน MoU เพื่อยุติการสู้รบชั่วคราว แต่การกลับมาปะทะกันอีกครั้งสะท้อนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้ตลาดพลังงานและตลาดการเงินโลกกลับมาผันผวน ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลด้านอุปทาน แม้จะยังต่ำกว่าระดับสูงสุดในช่วงที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ขณะที่ตลาดหุ้นหลายประเทศปรับตัวลดลงจากความวิตกว่าความขัดแย้งอาจยืดเยื้อ
สำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วง 6 เดือนที่เหลือของปี 2569 ความผันผวนของราคาพลังงานยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง อัตราเงินเฟ้อ และกำลังซื้อของประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญที่ควรติดตาม ดังนี้
1.เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงขยายตัวต่ำกว่าประมาณการ แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 2.3% และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดการณ์ไว้ที่ 2.5% แต่หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ราคาพลังงานปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอาจต่ำกว่า 2% โดยครึ่งปีหลังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าครึ่งปีแรก
2.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีความไม่ชัดเจน หลังสิ้นสุดโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หากไม่มีมาตรการใหม่เข้ามาสนับสนุนอย่างเพียงพอ การฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศอาจชะลอลง และส่งผลต่อการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน
3.ค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง แม้ราคาน้ำมันเคยปรับลดลงในช่วงก่อนหน้า แต่ราคาสินค้าและบริการจำนวนมากยังไม่ปรับลดตาม ขณะที่ความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางอาจทำให้ต้นทุนพลังงานกลับมาสูงขึ้นอีก ส่งผลให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น และกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย
4.ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม นอกจากความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกแล้ว ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในประเทศ ทั้งความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ ธรรมาภิบาล ความโปร่งใสในการดำเนินโครงการภาครัฐ และประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนไทยและต่างประเทศในระยะต่อไป
“ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐกับอิหร่านเท่านั้น แต่ยังเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับทั้ง ด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและนักลงทุนอย่างใกล้ชิด” รศ.ดร.อัทธ์กล่าว
ขณะที่นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ศูนย์พยากรณ์กำลังติดตามการกลับมาปะทะอีกครั้งของสหรัฐกับอิหร่านแม้ได้ทำ MoU หยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐกับอิหร่านมาก่อนหน้านี้ และคงต้องรอดูสถานการณ์อีก 15-30 วัน จึงประเมินผลกระทบต่างๆ ได้อีกครั้ง
นายธนวรรธน์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม หากดูราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นหลังเกิดกลับยิงกันอีกครั้ง แต่ก็ยังขยับใกล้เคียง 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และหากไม่มีเหตุการณ์อะไรที่รุนแรงกว่านี้ บวกกับปัจจัยดันตัวเลขจีดีพีในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งมาตรการรัฐทั้งกระตุ้นบริโภคและลดภาระค่าครองชีพประชาชน เริ่มเบิกจ่ายงบประมาณปี2570 เข้าเทศกาลท่องเที่ยวปลายปี เชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 ขยายตัวช่วง 2.0-2.5% และบรรยากาศเศรษฐกิจเริ่มคึกคักช่วงไตรมาสสี่ หรือเริ่มชัดเจนเดือนสิงหาคม-กันยายน เป็นต้นไป แต่หากปัญหาขัดแย้งตะวันออกกลางและการสู้รบเป็นวงกว้างหรือมีเหตุรุนแรงขึ้นจะกระทบต่อราคาพลังงงานขึ้นเกิน 90-110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลต่อการเพิ่มต้นทุนต่างๆ เงินเฟ้อสูงขึ้นอีกรอบ ก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโตเหลือ 1.5-2.0%
“สัญญาณจากการดีดขึ้นของราคาน้ำมันไม่ได้พรวด สะท้อนมุมมองจากหลายฝ่ายเห็นว่า การยิงโต้ของสหรัฐกับอิหร่านครั้งนี้ ไม่น่าจะหนักหนาจนปะทุเป็นสงครามวงกว้าง หรือจะมีอะไรที่รุนแรงขึ้น ก็น่าจะไม่กระทบต่อบรรยากาศที่น่าจะฟื้นดีขึ้นในไตรมาสสี่ ” นายธนวรรธน์กล่าว



