นักวิชาการ ชี้ ไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน ยึดตามสัญญา แนะรัฐเจรจาหรือประมูลใหม่ ศาลไฟเขียวกู้เงิน 4 แสนล้าน หนุนการเมืองนิ่ง-พยุงเศรษฐกิจ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “มติชน” ถึงกรณีที่ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) มีท่าทีอาจยุติการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ว่า สำคัญที่สุดในเวลานี้คือ ต้องพิจารณาก่อนว่าเอกชนสามารถใช้สิทธิยกเลิกสัญญาได้ตามเงื่อนไขทางกฎหมายหรือไม่ โดยหากพิจารณาตามหลักการและเงื่อนไขของสัญญา หากเป็นไปตามกรอบกฎหมายและข้อตกลงที่กำหนดไว้ ก็คาดว่าน่าจะสามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้ ต้องดูว่าเงื่อนไขที่ซีพีเห็นว่าเป็นอุปสรรคนั้นคืออะไร และเป็นสิ่งที่ภาครัฐไม่สามารถดำเนินการได้ตามสัญญาหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นการส่งมอบพื้นที่ หากซีพีดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ผิดเงื่อนไข และมีสิทธิยกเลิกสัญญาตามที่กำหนดไว้ ก็ถือว่าสามารถใช้สิทธิตามสัญญาได้
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า หากโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินเกิดความล่าช้าหรือไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ไม่ว่าจะเกิดจากปัญหาความคุ้มค่าของโครงการหรือข้อจำกัดในการจัดหาเงินกู้จากสถาบันการเงิน รัฐและเอกชนจำเป็นต้องเร่งหารือร่วมกันว่าปรับปรุงสัญญา แก้ไขเงื่อนไข หรือยกเลิกสัญญา ก็ต้องหาข้อสรุปร่วมกัน
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอในการแก้ไขปัญหามี 2 ทางเลือก คือ การเจรจาเพื่อปรับเงื่อนไขให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อได้ หรือถ้าหากไม่สามารถตกลงกันได้จริง รัฐอาจต้องยกเลิกสัญญาและเปิดประมูลใหม่ ซึ่งหากต้องเปิดประมูลรอบใหม่ ภาครัฐควรกำหนดเงื่อนไขที่ทั้งรัฐและเอกชนสามารถปฏิบัติร่วมกันได้จริง เพื่อป้องกันความเสี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยและทำให้โครงการล่าช้าอีก
“สิ่งสำคัญคือ ต้องเขียนเงื่อนไขให้ทั้งสองฝ่ายยอมรับและปฏิบัติได้จริง เพราะโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ และรถไฟความเร็วสูงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการพัฒนา ซึ่งบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนต้องการระบบคมนาคมที่สะดวก หากโครงการล่าช้า ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจลงทุนได้” นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า กรณีศาลรัฐธรรมนูญไฟเขียวอนุมัติให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการเงินกู้ 400,000 ล้านบาท เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ 2 ด้าน คือ การเมืองมีเสถียรภาพ ทำให้การบริโภคและการลงทุนทั้งในและต่างประเทศมีความต่อเนื่อง และเม็ดเงินลงทุนภาครัฐสามารถเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจและปรับโครงสร้างพลังงานได้ โดยคาดว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเกิน 2% หรือราว 2-2.5% อย่างไรก็ตาม การใช้เม็ดเงินกู้ควรเน้นความคุ้มค่า ส่งเสริมการใช้ Local Content ให้มากที่สุด พร้อมสนับสนุนให้นักลงทุนต่างชาติถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่คนไทย แม้บางส่วนยังจำเป็นต้องนำเข้าอุปกรณ์ อาทิ ระบบไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ สำหรับข้อดีของการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท มองว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว รักษาการจ้างงาน กระตุ้นกำลังซื้อ และสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาด รองรับเป้าหมาย Net Zero และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ส่วนข้อกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ มองว่าแม้หนี้จะเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลังที่กำหนดเพดานไว้ 70% ของจีดีพี สิ่งสำคัญคือการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ให้รั่วไหล เพราะหากเม็ดเงินก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็จะช่วยสร้างรายได้และรองรับการชำระหนี้ในอนาคตได้



