หน้าแรก เศรษฐกิจ พลิกวิกฤตประช...

พลิกวิกฤตประชากรสู่โอกาสแห่งอนาคต นำวิทยาศาสตร์ประสาทสัมผัส ขับเคลื่อนสังคมอายุยืนคุณภาพ

11.07.26 | 09:09 น.
พลิกวิกฤตประชากรสู่โอกาสแห่งอนาคต นำวิทยาศาสตร์ประสาทสัมผัส ขับเคลื่อนสังคมอายุยืนคุณภาพ

พลิกวิกฤตประชากรสู่โอกาสแห่งอนาคต
นำวิทยาศาสตร์ประสาทสัมผัส
ขับเคลื่อนสังคมอายุยืนคุณภาพ

มื่อการมี “อายุยืน” ไม่ใช่แค่เรื่องของระบบสาธารณสุขอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมอายุยืน” (Aging Society) อย่างเต็มรูปแบบ ปรากฏการณ์นี้มักถูกมองว่าเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สร้างภาระต่อระบบสาธารณสุขและการคลังของประเทศ อย่างไรก็ดี หากมีการปรับเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ ประชากรที่มีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้นจากความก้าวหน้าทางการแพทย์และเทคโนโลยี สามารถเปลี่ยนสถานะจาก “กลุ่มผู้พึ่งพา” มาเป็น “พลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและสังคมแห่งอนาคต” ได้อย่างมีนัยสำคัญ หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การรักษาโรค หรือการยืดอายุขัย (Lifespan) แต่คือการยกระดับ “ช่วงเวลาของการมีสุขภาพดีและคุณภาพชีวิตที่ดี” (Healthspan) ให้สอดคล้องกับอายุขัยที่ยาวนานขึ้น การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนระบบวิธีคิด และการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่จับต้องได้ ซึ่งถือเป็นพันธกิจหลักของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ในฐานะองค์กรแห่งการเรียนรู้และพัฒนาความคิด ผ่านการเปิดตัวโครงการเชิงรุก “Longevity for All” เพื่อส่งมอบองค์ความรู้ชั้นนำระดับสากลและพัฒนาคนไทยทุกช่วงวัยอย่างเท่าเทียม การจะขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสูงวัยแห่งอนาคต (Silver Economy) จำเป็นต้องอาศัยการยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health) นวัตกรรม และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อประชากร OKMD ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญขององค์ความรู้ด้าน Longevity ว่าไม่ควรเป็นเรื่องเฉพาะของประชากรบางกลุ่ม แต่ต้องเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้เพื่อสร้างความพร้อมทั้งด้านสุขภาพ การเรียนรู้ และการวางแผนชีวิตเพื่อตอบสนองต่อบริบทดังกล่าว OKMD ได้บูรณาการองค์ความรู้ขั้นสูงร่วมกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาชั้นนำ โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนสังคมอายุยืนผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่

1.การเรียนรู้สุขภาวะองค์รวม (Well-being) คือ การป้องกันและดูแลสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ

2.สิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้และคุณภาพชีวิต (Living + Learning Environment) คือการออกแบบพื้นที่และสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นการพัฒนาตนเอง

3.การพัฒนาทักษะชีวิตควบคู่กับความพร้อมทางเศรษฐกิจ (Life & Economic Readiness) คือการสร้างความมั่นคงทางการเงินและอาชีพสำหรับประชากรทุกวัย

Advertisement

ความโดดเด่นและเป็นแกนหลักทางวิชาการของโครงการนี้ คือการนำเอาศาสตร์ชั้นสูงด้าน ประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) และวิทยาศาสตร์ประสาทสัมผัส (Sensory Science) เข้ามาเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

ประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) กับการชะลอความเสื่อมของสมอง

ในมิติของสังคมอายุยืน สมองคืออวัยวะที่สำคัญที่สุดในการกำหนดคุณภาพชีวิต ประสาทวิทยาศาสตร์ช่วยให้เราเข้าใจกลไกการทำงานของระบบประสาท การรู้คิด (Cognition) และการเปลี่ยนแปลงของสมองตามวัย การประยุกต์ใช้องค์ความรู้นี้มุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และการฝึกฝนสมองเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity) ซึ่งเป็นความสามารถของสมองในการปรับตัวและสร้างโครงข่ายประสาทใหม่ๆ ตลอดช่วงชีวิต การเข้าใจกลไกเหล่านี้ช่วยให้ประชากรสามารถป้องกัน หรือชะลอภาวะสมองเสื่อม (Dementia) ช่วยในการควบคุมอารมณ์ และรักษาประสิทธิภาพในการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างยาวนาน

วิทยาศาสตร์ประสาทสัมผัส (Sensory Science) กับการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ

เมื่อมนุษย์มีอายุมากขึ้น ระบบประสาทสัมผัสทั้งห้า (การมองเห็น การได้ยิน การรับรส การได้กลิ่น และการสัมผัส) ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ วิทยาศาสตร์ประสาทสัมผัสจึงเข้ามามีบทบาทในการศึกษาว่ามนุษย์ตอบสนองและรับรู้ต่อสิ่งเร้าภายนอกอย่างไรในแต่ละช่วงวัยการนำศาสตร์นี้มาใช้อย่างเป็นระบบ ช่วยให้ผู้ประกอบการและนักพัฒนานวัตกรรมสามารถ:

ออกแบบสินค้าที่ตอบโจทย์เชิงลึก: พัฒนาอาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อสัมผัส รสชาติ และกลิ่นที่เหมาะสมกับผู้สูงวัยที่อาจมีการรับรสหรือกลิ่นที่ลดลง โดยยังคงคุณค่าทางโภชนาการและความพึงพอใจในการบริโภค

พัฒนาสภาพแวดล้อมเพื่อการอยู่อาศัย (Sensory Design): การใช้แสง สี และเสียงในการออกแบบที่อยู่อาศัย อาคารสาธารณะ หรือเมือง เพื่อช่วยลดความสับสน กระตุ้นความจำ และสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้สูงอายุ

การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation): เปลี่ยนจากสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไปให้เป็นสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-added) ที่ตอบสนองต่อพฤติกรรมและความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคในตลาด Longevity

OKMD ได้แปลงกรอบแนวคิดเชิงวิชาการข้างต้นให้กลายเป็นแนวทางปฏิบัติที่จับต้องได้ ผ่านรูปแบบกิจกรรมและหลักสูตรอบรมเชิงลึก โดยร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันการศึกษาระดับแนวหน้าอย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดังนี้

1.พัฒนาหลักสูตรใหม่ที่สร้างความเข้าใจและขยายโอกาสทางธุรกิจ 2 หลักสูตร คือ

1.1 Science-based Longevity Economy Workshop: การอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างความเข้าใจในมิติเศรษฐกิจสูงวัยเชิงวิทยาศาสตร์ ตั้งเป้าหมายผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1,000 คน โดยกระจายองค์ความรู้ไปยัง 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ (กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต และขอนแก่น) ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและส่วนภูมิภาค

1.2 Science-based Sensory Economy Workshop (Accelerator Program): โปรแกรมบ่มเพาะเข้มข้นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สำหรับผู้ประกอบการและบุคลากรรุ่นใหม่ จำนวน 50 คน เพื่อเจาะลึกการนำองค์ความรู้ด้านประสาทวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประสาทสัมผัสมาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการจริงในสนามธุรกิจ

2.การสร้างสรรค์ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้สู่สาธารณะ

นอกจากกลุ่มผู้ประกอบการแล้ว OKMD ยังมุ่งสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และอ้างอิงได้ทางวิทยาศาสตร์สู่ประชาชนทั่วไป ผ่านแพลตฟอร์ม OKMD Knowledge Portal โดยผลิตสื่อหลากหลายรูปแบบ เช่น คลิปวิดีโอความรู้ 100 ตอน, ภาพยนตร์สารคดี 3 เรื่อง และบทความเชิงลึกกว่า 30 ตอน ครอบคลุมประเด็นสำคัญตั้งแต่เรื่องสมอง อารมณ์ อาหาร นวัตกรรม ไปจนถึงการวางแผนทางการเงินและการออกแบบเมือง รวมถึงการจัดนิทรรศการบูรณาการในรูปแบบ Knowledge Festival ภายใต้แนวคิด “To Live – To Love – To Learn” ณ House Samyan เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive Experience) ให้ประชาชนได้เข้ามาค้นหาศักยภาพและวางแผนอนาคตของตนเอง

การเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดของประเทศไทยไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยวิกฤตเสมอไป หากเราสามารถเปลี่ยนวิธีคิด พัฒนาทักษะ และเตรียมระบบเศรษฐกิจให้พร้อมรับมืออย่างมีกลยุทธ์ โครงการ “Longevity for All” โดย OKMD ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบนิเวศองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงสุขภาวะ การเรียนรู้ตลอดชีวิต สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน การนำองค์ความรู้ชั้นสูงอย่างประสาทวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประสาทสัมผัสมาปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศในระยะยาวเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดประตูบานใหญ่ให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าในโลกยุคใหม่ “การมีอายุยืน” จึงไม่ใช่แค่การมีชีวิตที่ยาวนานขึ้น

แต่หมายถึงการมีชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ เรียนรู้สิ่งใหม่ได้ตลอดเวลาและมีความสุขอย่างไร้ขีดจำกัด