ลุยตรวจนอมินี พะงัน-สมุย ที่เดียวเจอจดกว่า 100 บริษัท อึ้ง 3,500 บริษัท มีต่างชาติถือหุ้นไม่ถึงครึ่ง
เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมทีมปราบนอมินี ลงพื้นที่ อำเภอเกาะสมุย และอำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และหน่วยงานต่างๆ ภายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดปฏิบัติการตรวจค้นเป้าหมาย ตามหมายค้นในคดีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
การปฏิบัติการครั้งนี้ สืบเนื่องจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการตรวจสอบจำนวน 34 บริษัท ที่มีพฤติการณ์จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทโดยอาจใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทน (Nominee) เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เบื้องต้น ได้ลงพื้นที่ตรวจค้น 5 เป้าหมาย ได้แก่
1. กลุ่มบริษัท J เป็นคดีพิเศษที่ 93/2569 บริษัทดังกล่าวมีพฤติการณ์ใช้คนไทยเป็นนอมินีถือหุ้นแทนคนต่างด้าวเพื่อถือครองที่ดินและประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยพัฒนาโครงการวิลล่าหรูบนพื้นที่กว่า 14,000 ตารางเมตร ในตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อขายให้ชาวต่างชาติ จากการสืบสวนสอบสวนพบว่า โครงการดังกล่าวมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณะ โดยระบุว่ามีบริษัทสัญชาติจีนเป็นผู้พัฒนาโครงการและปรากฏบทบาทของกรรมการและผู้บริหารสัญชาติจีนในการกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการ และการดำเนินธุรกิจอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันสถานที่ตั้งของโครงการยังเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกันอีกไม่น้อยกว่า 5 บริษัท ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันในลักษณะเครือข่ายครบวงจร ทั้งด้านการบริหารจัดการโครงการ การรับเหมาก่อสร้าง การถือครองและการพัฒนาที่ดิน การประชาสัมพันธ์ การโฆษณา และการจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ การตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า บริษัทต้องสงสัยมีการถือครองที่ดินในพื้นที่ตำบลบ่อผุด รวมจำนวน 15 แปลง เนื้อที่รวม 97 ไร่ 3 งาน 88.4 ตารางวา คิดเป็นมูลค่าที่ดินประมาณ 1,567.54 ล้านบาท เบื้องต้นประเมินมูลค่าโครงการราว 1,600 ล้านบาท และคาดว่ามูลค่าที่แท้จริงอาจสูงกว่าหลายพันล้านบาท
นอกจากนี้ ยังพบว่าบริษัทมีสินทรัพย์รวมตามงบการเงินเป็นจำนวนกว่า 1,692 ล้านบาท และข้อมูลทางการเงินพบว่า มีเงินหมุนเวียนผ่านบัญชีธนาคารรวมกว่า 1,987 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการรับโอนเงินจากต่างประเทศ ตรวจสอบงบการเงินของบริษัทในเครือ จำนวน 6 บริษัท พบว่ามีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้นกว่า 2,024 ล้านบาท จากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ผลการตรวจค้นพบเอกสารสำคัญเกี่ยวกับการถือหุ้น การถือครองที่ดิน บัญชี สัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ สัญญาจ้างก่อสร้างโครงการ แบบจำลองโครงการ รวมถึงข้อมูลโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทกำลังก่อสร้างขึ้นใหม่บริเวณเขาเชิงมน ใกล้สนามบินนานาชาติสมุย และธุรกรรมการเงินจำนวนมาก โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษอยู่ระหว่างขยายผลไปยังบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องรวมถึงตรวจสอบการอำพรางโครงสร้างถือครองผ่านนิติบุคคลหลายชั้น

2. สำนักงานกฎหมาย P จากการสอบสวนกรณีนิติบุคคลแห่งหนึ่งในอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นคดีพิเศษที่ 94/2569 ซึ่งมีคนไทยและนิติบุคคลไทยเป็นผู้ถือหุ้น และมีคนต่างด้าวสัญชาติจีนเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น ประกอบกิจการตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์โดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง และมีการถือครองที่ดินบนเขาพระในตำบลบ่อผุด จำนวน 5 แปลง มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท โดยมีสินทรัพย์รวมกว่า 300 ล้านบาท
จากการสืบสวนพบว่า ผู้ถือหุ้นคนไทยและนิติบุคคลไทยเป็นคนกลุ่มเดียวกันและเชื่อว่าเป็นตัวแทนอำพราง (NOMINEE) โดยมีสำนักงานกฎหมาย P เข้าไปเกี่ยวข้อง จึงทำการสืบสวนขยายผลพบว่า สำนักงานกฎหมาย P มีความเกี่ยวข้องกับนิติบุคคลกว่า 150 บริษัท โดยการใช้ชื่อตนเองหรือชื่อของบุคคลใกล้ชิดเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลต่างๆ แทนบุคคลต่างด้าว หรือใช้ชื่อตนเองหรือบุคคลใกล้ชิดจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลไทยเพื่อถือหุ้นแทนคนต่างด้าว ซึ่งในจำนวนนี้มีนิติบุคคลจำนวนกว่า 101 บริษัท ถือครองอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินอื่นคิดเป็นมูลค่าตามราคาขณะซื้อขายกว่า 795 ล้านบาท และจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินเชื่อได้ว่าแหล่งเงินทุนที่แท้จริงเป็นของคนต่างด้าว นอกจากนี้ สำนักงานกฎหมาย P ยังใช้ที่ตั้งของตนเองจดแจ้งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของนิติบุคคล จำนวนกว่า 103 บริษัท อีกด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวของสำนักงานกฎหมาย P จึงเป็นการให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือร่วมถือหุ้นแทนคนต่างด้าวเพื่อให้คนต่างด้าวหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนการประกอบธุรกิจที่ถูกห้ามตามกฎหมาย ผลการตรวจค้น พบพยานหลักฐานประกอบด้วยสำเนาโฉนดที่ดินซึ่งปรากฏชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นนิติบุคคลที่มีคนต่างด้าวเป็นกรรมการ โดยมีเจ้าของสำนักงานกฎหมาย P และบุคคลใกล้ชิดเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 49 จำนวนมาก รวมถึงเอกสารสัญญาซื้อขายที่ดินใบเสร็จค่าบริการ และเอกสารที่แสดงว่ามีการประกอบธุรกิจประเภทการค้าที่ดิน อันเป็นธุรกิจที่ต้องห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบกิจการ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 94/2569 จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นพยานหลักฐานและจะได้สอบสวนขยายผลต่อไป
3. บริษัท B สืบเนื่องจากการตรวจสอบบริษัทของชาวอิสราเอลที่มีลักษณะเข้าข่ายการใช้ “นอมินี” ในการประกอบธุรกิจ ซึ่งจากการสืบสวนพบว่า ณ สถานที่ตั้งเดียวกันยังมีบริษัทในเครืออีกไม่น้อยกว่า 5 บริษัท ซึ่งมีกรรมการและผู้ถือหุ้นเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกัน โดยหนึ่งในบริษัทดังกล่าวเปิดดำเนินการเป็นสถานที่พักพร้อมโฆษณาเป็นศูนย์บำบัด ศูนย์โยคะเพื่อสุขภาพ และสถานบำบัดรักษาบนเกาะพะงัน ในการประกอบธุรกิจมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งอำเภอเกาะพะงันได้ตรวจสอบแล้วไม่พบว่ามีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าสถานประกอบการดังกล่าวได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 หรือไม่

4. บริษัท N ประกอบธุรกิจโรงแรมในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 จากการตรวจสอบพบว่าบริษัทดังกล่าวมีกรรมการสัญชาติไทยและมีผู้ถือหุ้นทั้งสัญชาติไทยและอิสราเอล ทุนจดทะเบียน 45,000,000 บาท มีการถือครองที่ดิน 2 ไร่ 2 งาน ทรัพย์สินรวมกว่า 2,000 กว่าล้านบาท พนักงานสอบสวนคดีพิเศษอยู่ระหว่างตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินลงทุนและความสามารถในการชำระค่าหุ้นของผู้ถือหุ้นสัญชาติไทย เพื่อพิจารณาว่าเป็นการร่วมลงทุนที่แท้จริง หรือเป็นการถือหุ้นแทนคนต่างด้าวอันเข้าข่ายการกระทำความผิดตามกฎหมายหรือไม่
5. บริษัท L ประกอบกิจการสร้างที่พักอาศัยและให้เช่าที่พักอาศัย ซึ่งมีคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นและมีคนต่างด้าวสัญชาติอิสราเอลเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการ มีสินทรัพย์รวมกว่า 330 ล้านบาท และพบว่าบริษัทดังกล่าวมีการถือครองที่ดิน จำนวน 3 แปลง มีมูลค่าขณะซื้อขายกว่า 11 ล้านบาท และจากการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ตั้งของบริษัทดังกล่าวพบว่ามีการใช้ที่ตั้งเดียวกันนี้จดแจ้งเป็นสำนักงานแห่งใหญ่ของนิติบุคคล อีก 6 บริษัท ซึ่งมีคนไทยและคนต่างด้าวสัญชาติอิสราเอลกลุ่มเดียวกันเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการ และหนึ่งในนิติบุคคลนี้มีการถือครองที่ดินอีก 8 แปลง มีมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ซึ่งภายในบริเวณดังกล่าวมีลักษณะเป็นรีสอร์ทและเชื่อว่าเปิดให้บริการเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ

กรณีจังหวัดสุราษฎร์ธานีจากข้อมูลนิติบุคคลพบว่า มีบริษัทกลุ่มเสี่ยงที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นไม่ถึงร้อยละ 50 ถือครองอสังหาริมทรัพย์ (โฉนดที่ดิน) มากกว่า 3,500 บริษัท และมีผู้ทำบัญชีเข้าไปถือหุ้นในบริษัทจำนวน 261 บริษัท ซึ่งการแก้ไขปัญหานอมินีจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง หากพบการใช้คนไทยเป็นนอมินีหรือประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จะร่วมกับทุกหน่วยงานดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ โดยจะดำเนินการมาตรการเชิงรุกเพื่อทั้งป้องกันและปราบปรามการใช้โครงสร้างนิติบุคคลอำพรางการถือครองธุรกิจของคนต่างด้าว อันเป็นมาตรการสำคัญในการคุ้มครองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว



