หน้าแรก เศรษฐกิจ สอน.ปฎิวัติอุ...

สอน.ปฎิวัติอุตสาหกรรมชีวภาพไทย สร้างมูลค่าสู่ความยั่งยืนระดับโลก

13.07.26 | 07:53 น.

สอน.ปฎิวัติอุตสาหกรรมชีวภาพไทย สร้างมูลค่าสู่ความยั่งยืนระดับโลก

​สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เดินหน้าส่งเสริมอุตสาหกรรมชีวภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของประเทศ สนองตอบต่อยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยมุ่งยกระดับศักยภาพของประเทศไทยผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพอย่างบูรณาการตลอดห่วงโซ่มูลค่า พร้อมให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สอน. ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG Model) ภายใต้นโยบาย ONE MIND โดยมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง ควบคู่กับแนวคิด Skill Bridge เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้และทักษะอาชีพสู่ชุมชน ตลอดจนส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากชีวมวลเหลือทิ้งทางการเกษตร เช่น ใบอ้อย ชานอ้อย และฟางข้าว ให้กลายเป็นสารเคมีชีวภาพและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ลดปริมาณของเสียทางการเกษตร ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

หนึ่งในแนวทางสำคัญของการต่อยอดมูลค่าเพิ่มจากอ้อย คือ การพัฒนา กรดลีวูลินิก (Levulinic Acid) ซึ่งเป็นสารเคมีชีวภาพตั้งต้นที่สามารถผลิตได้จากน้ำตาลและชีวมวลที่ได้จากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย โดยกระบวนการเริ่มต้นจากการเปลี่ยนชีวมวลจากอ้อย ไม่ว่าจะเป็นน้ำอ้อย ชานอ้อย หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ให้เป็นน้ำตาล ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปทางเคมีเพื่อผลิตกรดลีวูลินิก ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นหนึ่งใน สารเคมีชีวภาพแพลตฟอร์ม (Platform Chemicals) ที่มีศักยภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมสีเขียวแห่งอนาคต

นอกจากกรดลีวูลินิกแล้ว กระบวนการทางเคมียังสามารถผลิตสารชีวภาพสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ กรดฟอร์มิก (Formic Acid) และ 5-ไฮดรอกซีเมทิลฟูร์ฟูรัล (5-HMF) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำหรับการผลิตเคมีภัณฑ์และวัสดุชีวภาพมูลค่าสูงหลากหลายชนิด เช่น แกมมา-วาเลอโรแลกโตน (Gamma-Valerolactone: GVL) ซึ่งเป็นตัวทำละลายชีวภาพและสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมเคมีสีเขียว 2-เมทิลเตตระไฮโดรฟูแรน (2-Methyltetrahydrofuran: 2-MeTHF) ซึ่งเป็นตัวทำละลายชีวภาพและเชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นใหม่ และ เอทิลลีวูลิเนต (Ethyl Levulinate) ซึ่งเป็นสารเติมแต่งเชื้อเพลิงชีวภาพที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ลดการปล่อยมลพิษ และสามารถผลิตได้จากวัตถุดิบชีวภาพภายในประเทศ

Advertisement

การพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพบนฐานวัตถุดิบจากอ้อยไม่เพียงช่วยเพิ่มมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตรและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการพึ่งพาสารเคมีและเชื้อเพลิงจากปิโตรเลียม สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพของภูมิภาคและของโลกอย่างยั่งยืน

รศ.ดร.ขนิษฐา คำวิลัยศักดิ์ สาขาวิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า
โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายและมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อยกระดับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพและเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของประเทศไทย ผ่านการพัฒนากระบวนการผลิตกรดลีวูลินิกจากน้ำอ้อยสู่ระบบต้นแบบและการต่อยอดเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นโครงการที่สำเร็จไปแล้วในปี 2565 และ 2568 อีกทั้งเมื่อวันที่ 8-9 ก.ค.ที่ผ่านมาจัดให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ใบโอเคมีคอลที่มีการนำกรดลีวูลินิกมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ ในปีนี้โครงการมุ่งเน้นต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไบโอเคมิคอลมูลค่าสูงที่สามารถสังเคราะห์ได้จากกรดลีวูลินิกเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดและสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG ของประเทศอย่างยั่งยืน

ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมชีวภาพ โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ แม้ว่าการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพบางประเภทจะยังมีต้นทุนสูงและต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่หากมีการส่งเสริมการลงทุน การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จะสามารถต่อยอดวัตถุดิบจากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไปสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูงได้อย่างหลากหลาย อาทิ ชีวเคมีภัณฑ์ วัสดุชีวภาพ ชีวเภสัชภัณฑ์ เวชสำอาง นวัตกรรมอาหารชีวภาพ สารสกัดสมุนไพร เชื้อเพลิงชีวภาพ และพลังงานชีวภาพ

การพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพอย่างครบวงจรจะช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกร เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานชีวภาพของประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อน BCG Model เพื่อสร้างความสมดุลด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่า เพิ่มผลิตภาพ ให้กับประเทศในระยะยาวและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน