เอลนีโญทุบรายได้เกษตรกร
สัปดาห์ที่ผ่านมา SCB EIC เผยแพร่บทวิเคราะห์สถานการณ์ปุ๋ยแพงและภัยแล้งที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน โดยมี ฐิตา เภกานนท์ นักวิเคราะห์อาวุโส เป็นผู้เขียนบทวิเคราะห์
บทความยกประกาศของ National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) เดือนมิถุนายน 2569 ว่า ภาวะเอลนีโญได้ก่อตัวขึ้นแล้ว และมีโอกาสถึง 63% จะพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงมาก
สำหรับไทยมีศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือกับเอลนีโญ ในช่วงต้นฤดูการเพาะปลูกปี 2026 ระดับน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำหลักโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์รองรับความต้องการใช้น้ำช่วงต้นฤดูการเพาะปลูกปี 2026 ได้ แต่ปริมาณฝนสะสมที่มีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงครึ่งหลังของปี อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาคเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานในภาคเหนือฝั่งตะวันออก ภาคอีสานตอนล่าง ภาคกลางฝั่งตะวันออก ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนล่าง
หากเอลนีโญพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงมาก ความเสี่ยงต่อภาคเกษตรไทยอาจยกระดับจาก “แรงกดดันเฉพาะพื้นที่” ไปสู่ “ผลกระทบเป็นวงกว้าง” ในปี 2570
ขณะเดียวกัน รายได้เกษตรกรไทยมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง หากเอลนีโญพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงมาก โดยข้าวเปลือก อ้อย มันสำปะหลัง และประมง เสี่ยงได้รับผลกระทบสูงสุด
ประเมินรายได้เกษตรกรไทยมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องในปี 2569-70 ที่ -5% และ -2% ตามลำดับ
ภาวะเอลนีโญ เป็นสัญญาณเตือนว่า ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศกำลังกลายเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรและเศรษฐกิจไทย การรับมือจึงไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเยียวยาหลังเกิดความเสียหาย แต่ต้องครอบคลุมตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำ การวางแผนเพาะปลูก การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การบริหารจัดการแหล่งวัตถุดิบ และการพัฒนาระบบเตือนภัยเชิงพื้นที่
โดยภาครัฐ ภาคการเงิน เกษตรกร และธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน ควรร่วมกันพัฒนาแผนรับมือดังกล่าว เพื่อบรรเทาความเสียหายต่อภาคเกษตร และสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทยต่อความผันผวนของสภาพอากาศ
ที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

