หน้าแรก เศรษฐกิจ ส.อ.ท. ชี้ไทย...

ส.อ.ท. ชี้ไทยยังพึ่งน้ำมันนำเข้า 90% หนุนใช้เงินกู้ 2 แสนล้าน ผลักดัน EV ควบไฮบริด-FFV

15.07.26 | 16:56 น.

ส.อ.ท. ชี้ไทยยังพึ่งน้ำมันนำเข้า 90% ชงใช้เงินกู้ 2 แสนล้าน หนุน EV ควบไฮบริด-FFV

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม นายเสกสรรค์ พรหมนิช รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ด้านไบโอฟูเอล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “มติชน” ถึงภาพรวมพลังงานครึ่งปีหลังในปี 2569 ว่าครึ่งปีที่ผ่านมาไทยเผชิญวิกฤตหนักมาก นอกจากเรื่องราคาพลังงาน น้ำมันจะผันผวน แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ของประเทศ ปัจจุบันไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 90% ส่งผลให้ไทยมีความเสี่ยงจากความผันผวนของสถานการณ์โลก ดังนั้น การเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตได้ในประเทศ จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าและเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

นายเสกสรรค์กล่าวว่า ในส่วนของภาคไฟฟ้ามองว่าพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ไทยมีศักยภาพและสามารถแข่งขันด้านต้นทุนกับไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่นำเข้าได้ จึงควรเร่งเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าสีเขียว ขณะที่ภาคขนส่งควรใช้แนวทางผสมผสาน โดยสนับสนุนทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ เพราะไม่มีเทคโนโลยีใดเพียงอย่างเดียวที่สามารถตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ทั้งหมด ทั้งนี้ การกำหนดนโยบายควรคำนึงถึงการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศควบคู่กับการเดินหน้าสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ตามที่รัฐได้กำหนดไว้

นายเสกสรรค์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ หลังศาลรัฐธรรมนูญไฟเขียว พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ซึ่ง 2 แสนล้านใช้สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศนั้นถือว่ามีความจำเป็น เพราะจะเข้ามาช่วยเติมเต็มและกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด การพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน รวมไปถึงการพัฒนาเป็นศูนย์กลางการลงทุนตามโมเดลเศรษฐกิจ (BCG) ในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องนำงบประมาณไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและตรงตามเป้าหมาย ก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศในภาพรวม ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน การลดการนำเข้าพลังงาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ และรัฐไม่ควรสนับสนุนเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพียงอย่างเดียว แต่ควรจัดสรรงบประมาณอย่างสมดุลและเท่าเทียม โดยเฉพาะรถยนต์ไฮบริด และ Flex-Fuel Vehicle (FFV) ที่สามารถใช้เชื้อเพลิงเอทานอลได้ตั้งแต่ 0-85% ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพรองรับแล้ว

นายเสกสรรค์กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ กำลังการผลิตเอทานอลและไบโอดีเซล ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานของสถานีบริการน้ำมันที่รองรับ E20, E85 และ B20 อยู่ทั่วประเทศ ดังนั้น หากภาครัฐใช้งบประมาณจากเงินกู้เพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีเหล่านี้ควบคู่กับรถยนต์ไฟฟ้า จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตร สร้างรายได้ให้เกษตรกร ลดการนำเข้าน้ำมัน สนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์และผู้ประกอบการในประเทศ รวมทั้งทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเดินหน้าสู่เป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและสมดุลมากขึ้น