หน้าแรก เศรษฐกิจ CIMB เตือนถ้า...

CIMB เตือนถ้าไม่เร่งปรับโครงสร้าง ไทยเตรียมขึ้นเขียงศก.โตต่ำ 2-2.5% ยาว 5 ปี

15.07.26 | 17:09 น.

CIMB ฟันธง 5 ข้อ ศก.Q3 แนะรัฐเน้นมาตรการเฉพาะจุดมากกว่าหว่านแห เตือนไทยโตต่ำ 2-2.5% ยาว 5 ปี ถ้าไม่เร่งปรับโครงสร้าง

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2569 เริ่มเห็นแสงสว่างมากขึ้น หลังผ่านช่วงอ่อนแรงสุดของปีในไตรมาส 2 โดยปัจจัยบวกมาจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมาก สหรัฐ-อิหร่านลงนามสัญญาพักรบชั่วคราวแม้จะมีโอกาสกลับมาสู้รบกันใหม่ การส่งออกของไทยเป็นแรงหนุนสำคัญ และมาตรการภาครัฐช่วยประคองกำลังซื้อ

นายอมรเทพ กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนและปัจจัยท้าทายสำคัญ 5 ด้าน ซึ่งส่งสัญญาณการฟื้นตัวท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยภายนอกประเทศ ได้แก่ 1.สถานการณ์พลังงานโลก คาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ลดลงจากไตรมาส 2 ที่เคยทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แม้ความตึงเครียดในอิหร่านยังดำเนินอยู่ แต่คาดว่าจะไม่ลุกลามเป็นสงครามใหญ่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย 2.ทิศทางนโยบายการเงิน คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.75% ตลอดปี เนื่องจากเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอลงตามราคาพลังงาน และไม่ได้เกิดจากอุปสงค์ที่ร้อนแรง ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% เช่นกัน เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อของไทยยังมาจากฝั่งต้นทุนเป็นหลัก มากกว่าการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศ

นายอมรเทพ กล่าวว่า 3. สงครามการค้า แม้ความเสี่ยงด้านพลังงานจะเริ่มคลี่คลาย แต่ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจโลกยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากสงครามการค้ารอบใหม่ โดยเฉพาะการที่สหรัฐฯ อาจนำมาตรา 301 กลับมาใช้กดดันประเทศคู่ค้า ซึ่งอาจกระทบต่อการค้าโลกและภาคการส่งออกของไทย จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 4. ค่าเงินบาทและเศรษฐกิจไทย คาดว่าเงินบาทจะแข็งค่ามาอยู่ที่ราว 33.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในไตรมาส 3 จากกระแสเงินทุนไหลเข้าและทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ทรงตัว พร้อมประเมินว่า GDP ไทยปี 2569 จะเติบโต 2% โดยมีการลงทุนภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก แทนการบริโภค และ 5. นโยบายภาครัฐ รัฐบาลควรเร่งสร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุน และรักษาวินัยการคลังเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ โดยคาดว่าหนี้สาธารณะจะยังไม่แตะเพดาน 70% ต่อ GDP ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ช่วยรักษาอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ พร้อมเสนอให้เน้นการลงทุนร่วมภาครัฐ-เอกชน และการลงทุนใหม่เพื่อสร้างงานและรายได้ระยะยาว มากกว่ามาตรการแจกเงินระยะสั้นที่ให้ผลเพียงชั่วคราว เพราะจากข้อมูลที่ผ่านมา หลังมาตรการจบ การบริโภคมักกลับมาทรุดตัว จึงอยากเห็นตัวขับเคลื่อนหลักที่มาจากมาตราการ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชน

Advertisement

นายอมรเทพ กล่าวว่า ถึงแม้มาตรการระยะสั้น อาทิ มาตรการแจกเงินหรือสวัสดิการทั่วไปในอดีต จะช่วยประคองสถานการณ์ค่าครองชีพสูง เช่น ไทยช่วยไทยพลัส ที่เข้าช่วยพยุงค่าครองชีพประชาชนในไตรมาส 2 และ 3 ได้นั้น อย่างไรก็ตาม ความน่ากังวลคือมาตรการลักษณะนี้ยังขาดความยั่งยืนในการสร้างรายได้ระยะยาว และจะเห็นว่าการบริโภคมักจะแผ่วลงหลังหมดมาตรการ ดังนั้นข้อเสนอแนะคืออยากให้เน้นมาตรการช่วยเหลือเฉพาะจุดแทนการหว่านแห และควรมุ่งเน้นไปที่การสร้างงานสร้างอาชีพ เช่น การสร้างสาธารณูปโภคในภาคเกษตรต่างจังหวัด เพื่อกักเก็บน้ำแก้ปัญหาภัยแล้งหรือซุปเปอร์เอลณีโญ่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี ซึ่งจะช่วยพยุงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคการเกษตรได้อย่างยั่งยืนมากกว่า

“ผมเป็นห่วงเรื่องมาตรการภาครัฐนะครับ ในเรื่องของการแจกเงิน มาตรการสวัสดิการต่าง ๆ แม้ว่าจะเป็นความหวังในการช่วยประคองสถานการณ์ ในช่วงที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นสูงในไตรมาส 2 และต่อเนื่องในไตรมาส 3 แต่เรามักจะเห็นว่าหลังหมดมาตรการ คนไม่ได้หยิบมาใช้จ่ายตลอด การบริโภคจะเริ่มแผ่วลง เพราะขาดความยั่งยืนในการสร้างรายได้ในระยะยาว เพราะฉะนั้น สิ่งที่อยากจะฝากก็คือ อาจจะเป็นมาตรการเฉพาะจุดมากกว่าการหว่านแห เพราะคนที่มีความจำเป็นและต้องได้รับความช่วยเหลือจริง ๆ ด้วยงบประมาณที่จำกัด จะสามารถช่วยประคองสถานการณ์ให้ไปต่อได้” นายอมรเทพ กล่าว

นายอมรเทพ กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 มีสัญญาณฟื้นตัว แต่การบริโภคภาคเอกชนยังทรงตัวจากรายได้ที่เติบโตช้าและค่าครองชีพสูง โดยมาตรการภาครัฐจะช่วยพยุงการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่สินค้าคงทน เช่น รถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยังมีความเสี่ยงชะลอตัวจากกำลังซื้อและความเชื่อมั่นที่อ่อนแอ ส่วนการลงทุนภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้มีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ยังไม่กระจายสู่ภาคอื่น ขณะที่ภาคก่อสร้างยังซบเซา ด้านการส่งออกยังขยายตัวและช่วยหนุนภาคเกษตรและอุตสาหกรรม แม้ผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวมยังถูกจำกัดจากการพึ่งพาการนำเข้าสูง และด้านนโยบายการเงิน มองว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดปี เนื่องจากเงินเฟ้อเกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยหากราคาน้ำมันปรับลดลง เงินเฟ้อก็จะชะลอตาม ขณะที่ค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่ากลับมาอยู่ที่ราว 33.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในไตรมาส 3 จากกระแสเงินทุนไหลเข้าและการคาดการณ์ว่าเฟดจะยังไม่เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ย

“เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงเติบโตระดับ 2-2.5% แบบนี้ไปอีก 3-5 ปี มีโอกาสน้อยมากที่จะกลับมาโตได้เหนือ 3% ยกเว้นจะมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากกว่านี้ ซึ่งตรงนี้จะเป็นปัญหาสำหรับเศรษฐกิจไทยที่ยังโตต่ำในระยะยาวหากไม่ได้รับการแก้ไข” นายอมรเทพ กล่าว

นายอมรเทพ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 คาดว่า GDP ขยายตัว 1.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) แต่หดตัว 0.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหลังปรับฤดูกาล (QoQ, SA) จากผลกระทบของสงครามอิหร่าน อย่างไรก็ตาม คาดว่าเศรษฐกิจจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคต่อเนื่องในไตรมาส 3 ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ไทยนำเข้าน้ำมันเพิ่มและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะที่ค่าครองชีพสูงขึ้น ส่งผลให้การบริโภคชะลอลง แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐช่วงปลายไตรมาส 2 จะช่วยพยุงการใช้จ่ายได้บางส่วน แต่ยังไม่เพียงพอ โดยการบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัว ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนได้รับผลกระทบหนักจากต้นทุนที่สูงและความเชื่อมั่นที่อ่อนแอลง