หน้าแรก เศรษฐกิจ อดีตนายกส.เคร...

อดีตนายกส.เครื่องดื่มฯ ชี้ ถึงเวลาทบทวน ‘โซนนิ่ง’- กม.ล้าสมัย รับเมืองขยายตัว-การพัฒนา

16.07.26 | 11:54 น.

ถึงเวลาทบทวนกฎหมายที่ล้าสมัย เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและบริบทของประเทศไทยในปัจจุบัน

นายธนากร คุปตจิตต์ อดีตนายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย ให้ความเห็นกับ มติชน ว่า เหตุการณ์เพลิงไหม้ร้านอาหารที่มีการแสดงดนตรีในพื้นที่ลาดพร้าว ไม่ควรถูกมองเพียงในมิติของอุบัติเหตุหรือการบังคับใช้กฎหมายเฉพาะรายเท่านั้น แต่ควรเป็นโอกาสสำคัญที่ภาครัฐจะทบทวนกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหลายฉบับใช้บังคับมาเป็นเวลานาน และอาจไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาเมืองของประเทศไทยในปัจจุบัน

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 77 ได้วางหลักการไว้อย่างชัดเจนว่า รัฐพึงมีกฎหมายเท่าที่จำเป็น และต้องยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็น หรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ รวมทั้งต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายอย่างต่อเนื่อง หลักการดังกล่าวถือเป็นหัวใจของการพัฒนากฎหมายสมัยใหม่ และควรถูกนำมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

“ในมุมมองของผม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีหรือไม่มีมาตรการควบคุม แต่เป็นการทำให้กฎหมายมีความทันสมัย มีเหตุผล และสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กฎหมายที่ดีควรสร้างทั้งความปลอดภัยแก่ประชาชน ความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปพร้อมกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ กฎหมายเกี่ยวกับพื้นที่โซนนิ่งสถานบริการ และมาตรการควบคุมบางประการที่อ้างอิงประกาศซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน ขณะที่รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน การขยายตัวของเมือง และแหล่งท่องเที่ยวได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก หากกฎหมายไม่ปรับตัวให้ทันต่อบริบทที่เปลี่ยนแปลง ย่อมก่อให้เกิดข้อจำกัดในการบังคับใช้ และอาจไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมายได้อย่างแท้จริง” นายธนากร กล่าว

นายธนากร กล่าวว่า การปรับปรุงกฎหมายไม่ใช่การผ่อนคลายมาตรฐานหรือเปิดช่องให้เกิดการละเลยความปลอดภัย ตรงกันข้าม การปรับปรุงควรนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานด้านอาคาร การป้องกันอัคคีภัย การบริหารความเสี่ยง และการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้หลักการกำกับดูแลที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของกิจการ (Risk-Based Regulation) ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายประเทศนำมาใช้แล้ว”

Advertisement

นายธนากร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ตนทำงานทั้งในภาคกฎหมาย ภาคอุตสาหกรรม และภาคนโยบายสาธารณะ ผมเห็นว่าภาคธุรกิจไม่ได้มองรัฐเป็นคู่ขัดแย้ง แต่พร้อมเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาประเทศ ผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบต่างยินดีปฏิบัติตามกฎหมาย และพร้อมร่วมมือกับภาครัฐในการยกระดับมาตรฐานการประกอบกิจการให้มีความปลอดภัยและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภาคเอกชนได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐมาอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริม Responsible Business และ Responsible Drinking ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ไม่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี การป้องกันการดื่มแล้วขับ การส่งเสริมการบริโภคอย่างรับผิดชอบ และการสนับสนุนมาตรการคุ้มครองสังคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพสามารถเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน มากกว่าการพึ่งพาบทลงโทษเพียงอย่างเดียว

“ผมเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรเดินหน้าปฏิรูปกฎหมายตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทบทวนกฎหมายที่ล้าสมัย และปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยของประชาชน ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสมดุลและยั่งยืน เพราะกฎหมายที่ดี ไม่ใช่กฎหมายที่เข้มงวดที่สุด แต่คือกฎหมายที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ของสังคม และสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมายได้อย่างแท้จริง” นายธนากร กล่าว