หน้าแรก เศรษฐกิจ วอนรัฐ ดึงร้า...

วอนรัฐ ดึงร้านอาหารร่วม ไทยเที่ยวไทยพลัส พร้อมคุมค่าตั๋วบินในประเทศ

17.07.26 | 13:41 น.

ชมรมร้านอาหาร วอนรัฐ ดึงร้านอาหารร่วมไทยเที่ยวไทยพลัส พร้อมคุมค่าตั๋วบินในประเทศ

นายสรเทพ สตีฟ ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยถึงแนวคิดที่รัฐบาลจะนำ โครงการไทยเที่ยวไทย พลัส กลับมาช่วงปลายปี 2569 ว่า จริงๆ ตนเรียกร้องเรื่องนี้มานานแล้ว เพราะเมื่อทราบดีว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาลดลงค่อนข้างมาก รัฐบาลจึงควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการโรงแรม ที่พัก และธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยโครงการดังกล่าวควรออกมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ

นายสรเทพ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามอยากให้รัฐบาลมองลึกกว่านั้น นอกจากโครงการไทยเที่ยวไทย พลัสแล้ว ควรรวมธุรกิจร้านอาหารเข้าไปด้วย ทั้งร้านอาหารในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพราะธุรกิจร้านอาหารที่อยู่ในระบบภาษียังไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือเยียวยา ทั้งที่ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่โครงสร้าง โดยร้านอาหารขนาดไมโครที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยอาจได้รับประโยชน์ แต่ร้านอาหารขนาด S ซึ่งเป็นผู้มีรายได้และนำส่งภาษี โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าสู่รัฐ ควรได้รับการดูแลและเยียวยา เพราะหากผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้ รัฐก็ไม่สามารถจัดเก็บรายได้ แต่หากอยู่ได้ก็ยังสามารถส่งรายได้เข้าคลัง ทำให้รัฐมีเงินหมุนเวียนใช้จ่ายต่อไป

นายสรเทพ กล่าวว่า นอกจากโครงการดังกล่าวแล้ว อยากให้รัฐบาลดูแลเรื่องราคาตั๋วเครื่องบินภายในประเทศอย่างจริงจัง เพราะปัจจุบันเห็นได้ชัดว่าค่าโดยสารจากกรุงเทพฯ ไปสมุย หรือกรุงเทพฯ ไปภูเก็ต มีราคาสูงกว่าการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปประเทศจีน หรือแม้แต่การเดินทางไปเวียดนาม ซึ่งมีราคาถูกกว่าการบินภายในประเทศ ทั้งที่ยังไม่นับรวมค่าที่พัก ถือเป็นปัญหาคลาสสิกที่ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปดูแล โดยมักอ้างว่าไม่มีกฎหมายควบคุม เนื่องจากเป็นสิทธิของสายการบิน

“รัฐบาลควรเร่งออกกฎหมายเข้ามาดูแล กำหนดเพดานราคาค่าโดยสารตามระยะทางบิน ไม่ใช่ปล่อยให้ค่าโดยสารแพงจนสูงกว่าการเดินทางไปต่างประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาคลาสสิก” นายสรเทพ กล่าว

นายสรเทพ กล่าวว่า ส่วนกรณีเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงที่ถนนลาดพร้าว ตนมองปัญหาได้ 2 ประเด็น คือ 1.กฎหมายที่ล้าสมัย และ2.การบังคับใช้กฎหมายที่ยังหละหลวม ตนมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหารกลางคืนมากนัก เพราะสถานที่เกิดเหตุมีลักษณะเป็นสถานบันเทิง ไม่ใช่ร้านอาหาร ขณะที่ร้านอาหารที่มีดนตรีส่วนใหญ่เป็นร้านนั่งชิล มีพื้นที่โปร่งหรือมีโซนกลางแจ้ง จึงมีความเสี่ยงน้อยกว่า

Advertisement

นายสรเทพ กล่าวว่า แต่ทั้งนี้ รัฐควรทบทวนกฎหมาย โดยเฉพาะระบบโซนนิ่งที่เป็นต้นตอของความย้อนแย้ง เพราะปัจจุบันกำหนดพื้นที่ไว้เพียงบางแห่ง เช่น รัชดาภิเษก อาร์ซีเอ ถนนเพชรบุรี และบางส่วนของสีลม ขณะที่ถนนข้าวสารซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานบันเทิงระดับโลกกลับไม่อยู่ในพื้นที่โซนนิ่ง จึงเห็นว่าควรปรับปรุงหรือยกเลิกระบบโซนนิ่ง แล้วใช้รูปแบบกิจการเป็นเกณฑ์ในการอนุญาต พร้อมให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบการก่อสร้าง ระบบความปลอดภัย และมาตรฐานต่าง ๆ หากพบข้อบกพร่องก็ให้แก้ไขให้ถูกต้อง

“เมื่อมีระบบโซนนิ่ง ร้านที่อยู่นอกพื้นที่ก็กลายเป็นเปิดไม่ถูกต้อง และไม่รู้จะใช้กฎหมายใดเข้าไปควบคุม ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ก็ต้องเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย หากเปิดเป็นร้านอาหารก็ต้องดำเนินกิจการในรูปแบบร้านอาหาร ไม่ใช่มีโครงสร้างอาคารที่ผิดตั้งแต่ต้น” นายสรเทพกล่าว

นายสรเทพ กล่าวว่า ทั้งนี้ ตนอยากฝากเป็นบทเรียนถึงผู้ประกอบการ หลังกรณีเพลิงไหม้ย่านลาดพร้าวพบว่ามีแรงงานต่างด้าวเสียชีวิต และไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม รวมถึงไม่มีเอกสารที่ถูกต้อง โดยเห็นว่าผู้ประกอบการควรปฏิบัติตามกฎหมายและนำลูกจ้างเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง เพราะเกี่ยวข้องกับสิทธิด้านสวัสดิการและการรักษาพยาบาลเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย