Thailand FastPass วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ของประเทศไทย

18.07.26 | 10:31 น.
Thailand FastPass วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ของประเทศไทย

Thailand FastPass
วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ของประเทศไทย

บทความนี้อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ของฝ่ายวิจัย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 โดยเป็นการสรุปประเด็นสำคัญจากการ Conference call กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ในหัวข้อ “Thailand FastPass” ซึ่งจะเป็น game changer สำหรับวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ของประเทศไทย

ปลายปี 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้ริเริ่มเปิดช่องทางการลงทุนใหม่ที่เรียกว่า Thailand FastPass เพื่อเร่งและอำนวยความสะดวกให้กับกลไกส่งเสริมการลงทุนโดยให้บริการแบบ one-stop-service ผ่านความร่วมมือกับ 8 หน่วยงานพันธมิตร ประกอบด้วย 1) คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) 2) กรมโรงงานอุตสาหกรรม 3) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IEAT) 4) กรมศุลกากร 5) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ONEP) 6) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ERC) 7) การไฟฟ้านครหลวง (MEA) 8) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) มีเป้าหมายเพื่อมุ่งลดกระบวนการขออนุญาตและกรอบเวลาให้เหลือครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับกระบวนการขออนุมัติ BOI ปกติ ซึ่งใช้เวลา 3-5 ปี โครงการที่ได้รับคัดเลือกเข้า Thailand FastPass ต้องช่วยสร้างความแข็งแกร่งและขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ภายใต้เงื่อนไขดังนี้ คือ เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่มีเงินทุนขั้นต่ำ 1 พันล้านบาท มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และอยู่ในอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ (next-generation industries) เพื่อลงทุนใน S-Curve ใหม่ โดยปัจจุบัน BOI ได้อนุมัติโครงการในเฟสแรกไปแล้วจำนวน 25 โครงการ (จาก 23 บริษัท) มูลค่าโครงการรวม 2.23 แสนล้านบาทที่ได้รับใบรับรองไปแล้ว โดยมีการใส่เงินลงทุนจริงเข้ามาแล้วประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งอุตสาหกรรมโครงการที่ได้รับใบรับรองไปแล้วส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่ม Semiconductor ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ Bio-circular-green (BCG) Artificial Intelligence (AI) Electric Vehicle (EV) และดิจิทัล โดยกว่า 60% ของโครงการมาจากภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะประเทศที่พูดภาษีจีน เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน และไต้หวัน สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังกลับเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของภูมิภาคหลังจากปัญหา U.S.-China trade tension

ทั้งนี้ สำหรับโครงการลงทุน Data center จะมีคณะกรรมการชุดพิเศษทำการพิจารณาและอนุมัติ เนื่องจากกระแสเงินทุนไหลเข้าประเภท Foreign Direct Investment (FDI) จากโครงการลงทุน Data center ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำ เพราะพึ่งพาการใช้สาธารณูปโภคอย่างหนัก แต่ใช้แรงงานจำนวนน้อย BOI จึงตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษขึ้นมาเพื่อพิจารณาและอนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของโครงการ Data center เป็นการเฉพาะ ซึ่งจนถึงขณะนี้การลงทุนจากกลุ่มดิจิทัล (Data center และ Facilities ที่เกี่ยวข้อง) มีการยื่นขอสิทธิประโยชน์ BOI เข้ามาแล้วคิดเป็นมูลค่ารวม 8.50 แสนล้านบาท จากข้อมูลของ Mordor Intelligence ตลาด Data center ในประเทศไทยมีมูลค่า 1.89 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2568 และคาดว่าจะขยายตัวจาก 2.22 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2569F เป็น 4.9 พันล้านดอลลาร์ ภายในปี 2574F คิดเป็นอัตราการเติบโต 17.21% CAGR ในช่วงปี 2569-2574F นอกจากนี้ ResearchAndMarkets.com คาดว่าอัตราการเติบโตจะสูงกว่านั้นอีก โดยคาดว่าตลาด Data center ของประเทศไทยจะขยายตัว 27.7% CAGR เป็น 6.3 พันล้านดอลลาร์ ภายในปี 2574F จาก 1.45 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2568 ความแตกต่างของตัวเลขระหว่างแหล่งข้อมูลทั้งสองแสดงให้เห็นว่าความต้องการ Data center ในประเทศไทยมีศักยภาพขยายตัวได้สูงมากขึ้น ในขณะเดียวกัน CBRE จัดชั้นประเทศไทยเป็นตลาดที่เติบโตสูงสำหรับการขยาย Data center โดยมีต้นทุนการพัฒนาโครงการและต้นทุนการดำเนินงานถูกกว่าพื้นที่อื่นๆ

จากเม็ดเงิน FDI ที่รอเข้าลงทุนในประเทศไทยจำนวนมหาศาล อย่างต่ำมากกว่า 1 ล้านล้านบาท จากโครงการการลงทุนที่เข้าร่วม Thailand FastPass และโครงการ Data center ที่จะมีคณะกรรมการชุดพิเศษพิจารณาและเร่งรัดการลงทุน ทำให้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ โดยเน้นไปที่อุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็น New S-Curve ของประเทศไทย เป็นปัจจัยสำคัญที่จะหนุนให้ตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ใน 1-2 ปีข้างหน้ามีโอกาสฟื้นตัวเข้าใกล้ระดับศักยภาพการเติบโตเศรษฐกิจระยะยาว (Potential GDP) ของประเทศไทยที่ 2.7% (ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย) ทั้งนี้เราประเมินนโยบายการเร่งรัดโครงการลงทุนดึงดูดเม็ดเงินลงทุน FDI จากต่างชาติโดยเน้นไปที่อุตสาหกรรม New S-Curve จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงเป้าหมายมากกว่านโยบายประชานิยมที่มุ่งเน้นการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และช่วยให้การเติบโตของเศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว

Advertisement

กลับมาที่การลงทุนในตลาดหุ้นไทย ผมประเมินว่าภาพของเม็ดเงิน FDI ที่เตรียมไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของไทยระลอกนี้ ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยเทียบได้กับวัฏจักรการลงทุนรอบก่อนๆ ของไทย นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง BOI ในปี 2508 เปิดประเทศต้อนรับการลงทุน FDI อย่างเต็มรูปแบบ ต่อมาคือ “ยุคโชติช่วงชัชวาล” ช่วงทศวรรษ 2520 การค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย และการพัฒนาอุตสาหกรรมมาบตาพุด และยุคดีทรอยต์แห่งเอเชีย ช่วงทศวรรษ 2530-2540 การย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์มายังประเทศไทย เป็นต้น จะเห็นได้ว่าภายหลังจากที่เม็ดเงิน FDI ไหลเข้าสู่ประเทศไทยในแต่ละยุคสมัยจะตามมาด้วยอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ ดังนั้น ผมจึงประเมินว่าปัจจัยเรื่องทิศทางเม็ดเงิน FDI เป็นปัจจัยดึงดูดให้เม็ดเงินลงทุนในตลาดทุน หรือเม็ดเงิน Fund flow ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลล่าสุด นับตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงปัจจุบัน เม็ดเงิน Fund flow ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยสุทธิแล้วมากกว่า 6 หมื่นล้านบาท และผลักดันให้ดัชนี SET index ปรับขึ้นมาแล้วกว่า 29% จากปลายปี 2568

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ผมประเมินว่าจะได้อานิสงส์จากเม็ดเงิน FDI กับวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่นี้ของประเทศไทยคือ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมฯรองรับการย้ายฐานการผลิตมายังไทย กลุ่มธนาคารพาณิชย์รับอานิสงส์การเติบโตของตัวเลข GDP กลุ่มโรงไฟฟ้ารองรับความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะจากโครงการลงทุน Data center เป็นต้น