ดีอี ดันกฎหมาย คุมแพลตฟอร์มออนไลน์ ขึ้นทะเบียน แจงที่มารายได้ เข้าสภากย.นี้
วันที่ 18 กรกฎาคม น.ส.บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในการหารือร่วมกับ นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA โดยมีประเด็นสำคัญ เรื่องการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล พ.ศ. …. และร่างพระรราชบัญญัติว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ พ.ศ. …. ซึ่ง ร่าง พ.ร.บ.แพลตฟอร์มเศรษฐกิจดิจิทัล จะเป็นกฎหมายสำคัญในการกำกับดูแลผู้ให้บริการดิจิทัล ให้ความคุ้มครองผู้บริโภค ป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชน ส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล โดยผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล จะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และจะต้องมีกลไกการกำกับดูแลตนเอง จัดทำแนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล
น.ส.บุณย์ธิดา กล่าวว่า ทั้งนี้ในการหารือมีประเด็นสำคัญในเรื่องของคำจำกัดความของแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยให้เรียกรวมว่า “บริการดิจิทัล” ซึ่งรวมการให้บริการบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบอินเตอร์เน็ต หรือโครงข่ายโทรคมนาคมทั้งหมด โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจะต้องแจ้งจดทะเบียนข้อมูลการประกอบธุรกิจ ในส่วนของผู้ให้บริการที่มีรายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาท จะต้องชี้แจงถึงที่มาของรายได้ โดยเฉพาะรายได้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และมีการกำหนดโทษของผู้ประกอบการที่หลีกเลี่ยงการขึ้นทะเบียน หรือชี้แจงบัญชีรายได้ ขณะเดียวกันได้กำหนดแนวทางเพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น ๆ ที่กำกับดูแลแพลตฟอร์มโดยเฉพาะ เช่น กฎหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ธุรกิจดิจิทัล ฯลฯ ซึ่งหากมีกฎหมายอื่น ๆ ที่มีหลักเกณฑ์ประกันความโปร่งใส ความเป็นธรรม หรือมีมาตรฐานการประกอบธุรกิจ ไม่ต่ำกว่าที่กำหนดไว้จาก พ.ร.บ.ฉบับนี้มีอยู่ ให้บังคับใช้ตามกฎหมายนั้นได้
น.ส.บุณย์ธิดา กล่าวว่า นอกจากนี้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจะต้องชี้แจงให้ผู้ใช้บริการได้รับทราบถึงความเสี่ยงของการใช้บริการ และมีหน้าที่ดูแลผู้ขายสินค้าออนไลน์ ที่จะต้องขายสินค้าที่ถูกกฎหมายเท่านั้น และการแจ้งเตือนผู้ใช้บริการถึงเครื่องหมายการรับรองความปลอดภัย การรับเรื่องร้องเรียนที่จะต้องดำเนินการภายใน 24 ชั่วโมง การให้บริการโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มต้องแจ้งเตือนว่ามีการซื้อโฆษณา และจะต้องระบุว่าตัวตนของผู้โฆษณา
รวมทั้งมาตรการที่แพลตฟอร์มจะดำเนินการเมื่อพบสินค้าหรือบริการผิดกฎหมาย ซึ่งอาจมีการกำหนดบัญชีสินค้า-บริการควบคุมให้มีบัญชีแนบท้าย ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้
“ดังนั้นในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีการพิจารณาการมีส่วนร่วมรับผิดของแพลตฟอร์มผู้ให้บริการ ทั้งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และแพลตฟอร์ม Ride Sharing ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบผู้ให้บริการ (Service Provider) เช่น ผู้ขายสินค้าออนไลน์ คนขับรถ ฯลฯ พร้อมทั้งอัปเดตข้อมูลเป็นระยะ โดยหากแพลตฟอร์มรับผู้ให้บริการเข้ามา แล้วเกิดกรณีการหลอกลวงผู้ใช้บริการ แพลตฟอร์มจะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย ในส่วนของค่าธรรมเนียมการใช้แพลตฟอร์ม หรือ GP จะต้องมีการกำหนด และแจกแจงรายละเอียดให้ชัดเจน โดยจะมีการควบคุมอัตราค่าบริการ ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย เพื่อไม่ให้ส่งกระทบต่อผู้ประกอบการภายในประเทศ ซึ่ง พ.ร.บ.จะกำหนดให้มีเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้บริการ” น.ส.บุณย์ธิดา กล่าว
น.ส.บุณย์ธิดา กล่าวว่า ส่วนด้านการกำหนดโทษของการหลีกเลี่ยงภาษี ได้มอบหมายให้ ETDA หารือกับกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาเลือกใช้สัดส่วนการจัดเก็บภาษีสรรพากร และการใช้อัตรากำไรจากรายได้เฉลี่ยในธุรกิจนั้น ๆ ที่มีทั่วโลก (Global Benchmark) หรือกำหนดจากรายได้ในประเทศ เพื่อเป็นกรอบในการกำหนดหลักเกณฑ์
“การพิจารณาร่างกฎหมาย พ.ร.บ.แพลตฟอร์มเศรษฐกิจดิจิทัล จะต้องพิจารณาอย่างครอบคลุม เพื่อให้ พ.ร.บ.สามารถบังคับใช้ได้จริง และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนที่เป็นผู้บริโภค ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่มเติมเรื่องอัตราการจัดเก็บภาษีจาก Global Benchmark เรื่องบทลงโทษความรับผิดร่วม ทั้งทางแพ่ง และอาญา รวมทั้งการควบคุมแพลตฟอร์มไม่ให้ผูกขาดตลาด และบังคับให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยเมื่อมีการพิจารณาแล้วเสร็จ จะมีการส่งต่อให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา ก่อนที่จะเข้าสู่วาระการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุม คาดว่าจะเป็นช่วงประมาณเดือนกันยายน 2569 นี้” น.ส.บุณย์ธิดา กล่าว

