‘เอกชน’ชงใช้เงินกู้ 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงานลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ดัน E20 ลดพึ่งพาฟอสซิล

19.07.26 | 17:55 น.

‘เอกชน’ชงใช้เงินกู้ 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงานลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ดัน E20 ลดพึ่งพาฟอสซิล-หนุนรื้อสัญญาทาส

นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัลติเมทบรรจุภัณฑ์ จำกัด เปิดเผยกับ “มติชน” ถึงแนวทางการใช้วงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไฟเขียว โดย 2 แสนล้านบาทแรก ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และอีก 2 แสนล้านบาท จะนำไปใช้สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ว่า ในมุมมองภาคเอกชน ควรนำเงินไปใช้กับการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Investment) เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาดได้เร็วขึ้น

นายอิศเรศ กล่าวว่า สำหรับภาคไฟฟ้า ควรใช้เงินบางส่วนสนับสนุนการติดตั้งระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งมีข้อจำกัดด้านความต่อเนื่อง ทั้งนี้ควรเปิดให้ภาคเอกชนแข่งขันประมูลอย่างเสรีและโปร่งใส โดยผู้ที่มีศักยภาพ เสนอราคาต่ำ และมีประสิทธิภาพสูงจะเป็นผู้ได้รับงาน ทั้งนี้ ควรนำเงินกู้บางส่วนมาใช้เป็นกลไกสนับสนุนหรือ Subsidy เพื่อลดภาระต้นทุนและไม่ให้ค่าไฟฟ้ากระทบประชาชนมากเกินไป

“ต้องเปิดประมูลเสรี ติดตั้งแบตเตอรี่อย่างเสรีและต้องโปร่งใส ใครราคาต่ำสุด Performance ดีสุดก็ได้งานไป ไม่เอาราคา Target Type เหมือนในอดีต การแข่งขันอย่างเสรีจะทำให้เงินกระจายไปยังเอกชน ประชาชนได้ประโยชน์ และไม่เกิดการผูกขาด ทำให้เงินกระจายไปอย่างทั่วถึง เงินก็จะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น” นายอิศเรศ กล่าว

นายอิศเรศ กล่าวว่า ส่วนด้านเชื้อเพลิง ภาครัฐควรมีกลไกส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ โดยผลักดันการใช้แก๊สโซฮอล์ E20 แทน E10 และสนับสนุนการใช้น้ำมันดีเซล B10 และ B20 ให้มากขึ้น เพื่อช่วยลดการพึ่งพาและนำเข้าพลังงานฟอสซิล โดยอาจใช้กองทุนเข้ามาช่วยบริหารส่วนต่างราคาในช่วงที่เชื้อเพลิงชีวภาพมีต้นทุนสูงกว่า เพื่อให้ราคาที่ถึงมือผู้บริโภคมีความเหมาะสม และส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันและมีผู้ผลิตเข้าสู่ตลาดมากขึ้น

นายอิศเรศ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ภาครัฐควรมีกลไกตรวจสอบที่ชัดเจน โดยเฉพาะกระบวนการประกวดราคา ควรเปิดเผยและมีคณะกรรมการจากหลายภาคส่วนเข้ามาร่วมกำกับดูแล อาทิ ภาคนิติบัญญัติ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อสร้างความโปร่งใส ขณะเดียวกัน เห็นด้วยกับการรื้อสัญญารับซื้อไฟฟ้าเอกชนที่ภาครัฐอุดหนุน (Adder) หรือสัญญาทาส ที่มีต้นทุนสูง เนื่องจากเอกชนที่ลงทุนมาระยะหนึ่งน่าจะคืนทุนไปแล้ว ทั้งนี้ควรเจรจาให้สอดคล้องกับราคาตลาดและสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะต่อไป

Advertisement