บสย.เตรียมรุก ‘นาโนไฟแนนซ์’ เปิดผลงาน 6 เดือน โตพุ่ง 129% ตั้งเป้ายอดค้ำ ทั้งปี 7 หมื่นล้านบาท
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ผลดำเนินงาน 6 เดือนแรกปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 44,570 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 129% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ช่วยพยุงสินเชื่อเอสเอ็มอีที่หดตัวต่อเนื่องมากว่า 3 ปี โดยก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน 50,167 ล้านบาท ช่วยเอสเอ็มอีได้รับสินเชื่อ 50,029 ราย สามารถรักษาการจ้างงาน 342,720 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 219,730 ล้านบาท ที่สำคัญช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากที่เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนประเทศ โดยประเภทธุรกิจค้ำประกันสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ 1.ภาคบริการ 35.5% 2.อาหารและเครื่องดื่ม 9.4% และ 3.การผลิตสินค้าและการค้าอื่นๆ 8.8% ซึ่งทั้ง 3 ประเภทครองสัดส่วนค้ำประกันถึง 54% สะท้อนถึงอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ
นายสิทธิกรกล่าวว่า สำหรับมาตรการ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” ค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะเชิงพาณิชย์ ครอบคลุมทั้งรถใหม่และมือสอง ซึ่งจะสิ้นสุดระยะเวลารับคำขอค้ำประกันภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 ในช่วงครึ่งปีแรกมียอดค้ำประกัน 1,105 ล้านบาท ถือว่าอยู่ในภาวะทรงตัว จากสภาพตลาดรถกระบะเชิงพาณิชย์ที่ยังชะลอตัว โดยเป็นผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจที่ผันผวน ซึ่งทำให้สถาบันการเงินยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ

นายสิทธิกรกล่าวอีกว่า สำหรับโครงการรัฐ ซึ่งขับเคลื่อนผ่านมาตรการ “ค้ำประกันสินเชื่อ Quick Big Win” วงเงิน 50,000 ล้านบาท ได้รับการตอบรับที่ดีจากเอสเอ็มอี ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 44,800 ล้านบาท ช่วยเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อ 52,116 ราย จากจุดเด่นฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ค่าธรรมเนียมเริ่มต้น 1% และการใช้เครื่องมือ Risk-based Pricing (RBP) รวมถึงเพิ่มอัตราชดเชยเอ็นพีแอล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อแก่ SMEs มากขึ้น ทั้งนี้ โครงการแบ่งเป็น 3 โครงการย่อย ได้แก่ Smart Win สำหรับ Micro SMEs, Go Big สำหรับเอสเอ็มอีทั่วไป และ Quick LG สำหรับผู้รับเหมาก่อสร้างหรือจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ครอบคลุม 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก โดยภาคบริการมีสัดส่วนการค้ำประกันสูงสุด 37% สะท้อนความต้องการเงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจบริการและเอสเอ็มอีรายย่อย โดยเฉพาะในช่วงโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา
“เป้าหมายการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย.ในปีนี้ ตั้งเป้าหมายรวมไว้ที่ประมาณ 70,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น วงเงินค้ำประกันตามมาตรการควิกบิ๊กวิน 50,000 ล้านบาท และโครงการเครดิตพลัสอีก 20,000 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งในส่วนของควิกบิ๊กวินนั้น ครึ่งปีแรกอนุมัติค้ำประกันไปแล้ว 44,800 ล้านบาท ทำให้ในครึ่งปีหลังจะเหลือวงเงินค้ำประกัน 6,000 ล้านบาท และก็จะมีวงเงินอีก 20,000 ล้านบาท เพื่อเร่งช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอีต่อไป” นายสิทธิกรกล่าว
นายสิทธิกรเผยว่า บสย.ได้เปิดตัวโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “เครดิตพลัส (Credit Plus)” วงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับสถาบันการเงินทุกแห่ง ค้ำประกันต่อรายตั้งแต่ 10,000 บาท สูงสุด 100 ล้านบาท ครอบคลุมเอสเอ็มอีทุกกลุ่ม ค่าธรรมเนียมเริ่มต้น 1.25% ต่อปี และค้ำประกันสูงสุด 10 ปี ทั้งนี้ บสย.นำเครื่องมือ “เครดิตสกอริ่ง” หรือ TCG Score มาใช้บริหารความเสี่ยง โดยคาดว่าวงเงินค้ำประกันดังกล่าวจะก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบ 26,900 ล้านบาท ช่วยเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มขึ้น 9,075 ราย รักษาการจ้างงาน 194,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่า 98,600 ล้านบาท

นายสิทธิกรกล่าวอีกว่า ทิศทางการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 บสย.จะขยายบทบาทการค้ำประกันในรูปแบบสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ (Nano financing) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอาชีพอิสระ เช่น พ่อค้าแม่ค้า กลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพ ผู้ที่ค้าขายออนไลน์ และผู้ประกอบการในโครงการไทยช่วยไทย โดยสินเชื่อในกลุ่มนี้จะมีวงเงินต่อรายอยู่ที่ประมาณ 5,000-50,000 บาท โดยมีค่ากลางเฉลี่ยที่ราว 20,000 บาท การดำเนินการนี้ถือเป็นครั้งแรกของ บสย. ภายหลังจากมีการแก้ไขประกาศให้สามารถค้ำประกันสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) ได้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา
นายสิทธิกรระบุว่า นอกจากนี้ บสย.ยังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับผู้ให้บริการ Virtual Bank ทุกกลุ่ม และเพื่อเป็นการรองรับการเชื่อมโยงกับ Virtual Bank และผู้ให้บริการทางการเงินกลุ่มใหม่ บสย.กำลังออกแบบบริการที่เรียกว่า “บยส. พร้อม LG” โดยบริการนี้จะให้ผู้ประกอบการเข้ามาตรวจสุขภาพทางการเงินผ่านระบบ Line ของ บสย. และหากพบว่าสุขภาพทางการเงินแข็งแรง บสย.จะทำการออกหนังสือค้ำประกันล่วงหน้า จากนั้นระบบจะเป็นตัวกลางส่งคำขอสินเชื่อพร้อมการค้ำประกันตรงไปยัง Virtual Bank หรือผู้ให้บริการทางการเงินให้ทันที ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ บสย.ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายเล็ก

นายสิทธิกรกล่าวว่า ตลอดปีนี้ บสย.ยังคงเดินหน้าให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ บสย.จ่ายเคลม แก้หนี้ ปลดหนี้อย่างยั่งยืน ตอบโจทย์นโยบายภาครัฐ ผ่านมาตรการ “บสย.พร้อมช่วย” ช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ สามารถช่วยลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลม ปรับโครงสร้างหนี้รวม 3,037 ราย คิดเป็นมูลหนี้รวมกว่า 1,578 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นลูกหนี้ “ปลดหนี้” ปิดบัญชี 716 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 180 ล้านบาท หากนับรวมตั้งแต่ออกมาตรการในปี 2563-30 มิถุนายน 2569 สามารถช่วยลูกหนี้ที่ บสย.จ่ายเคลม ปรับโครงสร้างหนี้รวม 27,361 ราย คิดเป็นมูลหนี้สะสม 17,711 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีหลัง บสย.เตรียมจัดกิจกรรมเชิงรุก “บสย. พร้อมค้ำ พร้อมช่วย” ปี 2 เพื่อนำความช่วยเหลือไปถึงเอสเอ็มอี ลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลมในพื้นที่ต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังให้ความช่วยเหลือพิเศษ สำหรับลูกหนี้ที่ต้องการปลดหนี้ ปิดบัญชี ลดต้นสูงสุด 50% สำหรับลูกหนี้ “กลุ่มเปราะบาง” หนี้คงเหลือไม่เกิน 2 แสนบาท และลดต้นสูงสุด 40% สำหรับลูกหนี้เอสเอ็มอีหนี้คงเหลือมากกว่า 200,000 บาท

