พิพัฒน์ ผุดแผน ลดบทบาท ท่าเรือกรุงเทพ ชูพัฒนาพื้นที่ใหม่ไร้คาสิโน-ดันแหลมฉบังเป็นฮับหลัก
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ว่า เพื่อให้การดำเนินงานของ กทท. เป็นไปตามยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ตนจึงได้มอบนโยบายให้เร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. การเร่งรัดพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ให้แล้วเสร็จตามแผนงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าและเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนของภูมิภาค
2. การยกระดับสู่ท่าเรืออัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาใช้ในการบริหารจัดการอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ลดต้นทุน ควบคู่ไปกับการดำเนินงานที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล
3. การบูรณาการโครงข่ายการขนส่งอย่างไร้รอยต่อให้ กทท. ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Shift Mode) จากทางถนนสู่ทางน้ำและทางรางให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความแออัดของการจราจรและลดต้นทุนโลจิสติกส์ในภาพรวมของประเทศ
4. การยกระดับความปลอดภัยและการบริการ มุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ทั้งต่อพนักงานและผู้ใช้บริการตามหลักสากล ควบคู่ไปกับการยกระดับการให้บริการให้มีความสะดวกและรวดเร็ว เพื่อสร้างความพึงพอใจและความเชื่อมั่นให้แก่ทุกภาคส่วน
5. การดูแลคุณภาพชีวิตชุมชนและสังคม เร่งรัดโครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยในชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยรอบท่าเรือ ให้มีสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงฯมีแนวคิดที่จะ ลดบทบาทท่าเรือกรุงเทพ ในการรองรับเรือขนส่งสินค้า และให้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นท่าเรือหลักของประเทศในอนาคต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ โดยตนได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงคมนาคมไปตรวจสอบข้อมูลและมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงที่มีการจัดตั้งท่าเรือแหลมฉบัง ว่ามีแนวนโยบายให้ย้ายภารกิจจากท่าเรือกรุงเทพไปยังท่าเรือแหลมฉบังหรือไม่ หากไม่พบมติ ครม.รองรับ จะนำเรื่องหารือที่ภายในกระทรวงคมนาคม การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป โดยในระยะแรกจะเป็นการหารือภายใน เริ่มจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กระทรวงคมนาคม ก่อนนำเสนอให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พิจารณากำหนดหารือแนวทางในระดับนโยบายต่อไป
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในระยะยาวจำเป็นต้องลดบทบาท ท่าเรือกรุงเทพลง เนื่องจาก ปัจจุบันท่าเรือกรุงเทพรองรับตู้สินค้าประมาณ 1.2-1.3 ล้าน TEU ต่อปี ขณะที่ท่าเรือแหลมฉบังรองรับได้ 8-10 ล้าน TEU ต่อปี จึงเห็นว่าการรวมศูนย์การบริหารท่าเรือไว้ที่แหลมฉบังจะมีความคุ้มค่ากว่า ทั้งในด้านการบริหารจัดการ การลดต้นทุน และการใช้ทรัพยากรของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ ท่าเรือแหลมฉบังมากกว่า รวมถึงท่าเรือแหลมฉบังมีข้อได้เปรียบด้านร่องน้ำ การเดินเรือ รวมทั้งลดการขนถ่ายสินค้าซ้ำซ้อนและลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ
สำหรับพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพ หากมีการลดบทบาทด้านการขนส่งสินค้าแล้ว จะมีนโยบายนำพื้นที่มาพัฒนาเป็น Entertainment Complex ในรูปแบบที่ทันสมัย โดยยืนยันชัดเจนว่า ‘ไม่มีคาสิโน’ ภายในโครงการ เบื้องต้นมีแนวคิดพัฒนาเป็นท่าเรือสำราญ (Cruise Terminal) ท่าเทียบเรือยอชต์ รวมถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์คุณภาพสูง เพื่อสร้างรายได้ให้ กทท. และนำผลกำไรส่วนหนึ่งกลับมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ
ในส่วนของชุมชนรอบท่าเรือกรุงเทพ ซึ่งมีประมาณ 12,600 ครัวเรือน หรือราว 40,000 คน กระทรวงมีแนวคิดยกระดับคุณภาพชีวิต โดยปรับรูปแบบที่อยู่อาศัยจากชุมชนแออัดแนวราบเป็นอาคารพักอาศัยแนวตั้งหรืออพาร์ตเมนต์ พร้อมจัดสรรพื้นที่ที่เหลือพัฒนาเป็นสวนสาธารณะ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนต้นแบบ และสถานพยาบาลมาตรฐานสูง บนพื้นที่ประมาณ 500-600 ไร่ พร้อมยืนยันว่าจะลงพื้นที่พบปะและทำความเข้าใจกับประชาชนด้วยตนเอง เพื่ออธิบายถึงประโยชน์และสวัสดิการที่จะได้รับในอนาคต
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องรื้อแผนแม่บทเดิมหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า “จะใช้คำว่าปฏิวัติแผนก็ได้” แต่ย้ำว่าทุกขั้นตอนจะต้องผ่านการหารือร่วมกับคณะกรรมการ กทท. รวมถึงรับฟังและขอความเห็นชอบจากประชาชนในชุมชน เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่สามารถเดินหน้าได้อย่างยั่งยืนและไม่เป็นการบังคับประชาชน
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนของโครงการเชื่อมต่ออ่าวไทยและอันดามัน หรือแลนด์บริดจ์นั้น ยืนยันว่าขณะนี้จะไม่มีการใช้คำว่า “แลนด์บริดจ์” หรือ พ.ร.บ. SEC อีกต่อไป เพื่อลดความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบด้านกฎหมาย รวมทั้งรอผลการศึกษาความเหมาะสมจากคณะทำงานชุดใหม่ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ก่อนกำหนดแนวทางดำเนินโครงการที่ชัดเจน
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีมีแนวคิดพัฒนาท่าเรือระนองแทนการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ท่าเรือระนองเดิมซึ่งเปิดใช้งานมากว่า 20 ปี ยังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากข้อจำกัดด้านกายภาพและไม่มีพื้นที่หลังท่ารองรับเพียงพอ การลงทุนเพิ่มเติมในพื้นที่เดิมจึงอาจไม่คุ้มค่า ดังนั้น จึงมีนโยบายศึกษาพื้นที่ใหม่ที่มีศักยภาพในฝั่งอันดามัน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่อื่นในจังหวัดระนองหรือจังหวัดใกล้เคียง โดยจะพิจารณาความเหมาะสมด้านกายภาพ การเชื่อมโยงระบบรางและถนน รวมถึงเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ ก่อนตัดสินใจเดินหน้าโครงการต่อไป

