หน้าแรก เศรษฐกิจ ไทย-ต่างชาติ ...

ไทย-ต่างชาติ ตื่นตัวจดคุ้มครอง IP ครึ่งปี 3.8 หมื่นคำขอ ‘เครื่องหมายการค้าด้านสุขภาพ’ โดดเด่น

21.07.26 | 14:47 น.

ไทย-ต่างชาติ ตื่นตัวจดทะเบียนคุ้มครอง IP ครึ่งปีกว่า 3.8 หมื่นคำขอ ‘เครื่องหมายการค้าด้านสุขภาพ’โดดเด่น

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีสถิติยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา(IP)ในไทย ที่ประกอบด้วยเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ รวม 38,626 คำขอ เพิ่มขึ้นกว่า 7.75% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปี 2568

ขณะที่สถิติรับจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทย ช่วง 6 เดือนแรกเพิ่มขึ้นทุกประเภท โดยกรมรับจดทะเบียนรวม 30,051 ฉบับ/รายการ เพิ่มขึ้นกว่า 12.24% ลิขสิทธิ์ (คุ้มครองทันทีโดยไม่ต้องจดทะเบียน) แต่เจ้าของผลงานสามารถยื่นแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้กับกรมได้ 6 เดือนแรก มีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 9,069 รายการ เพิ่มขึ้น 33.62% ซึ่งลงในรายละเอียดแต่ละประเภท ดังนี้

1.เครื่องหมายการค้า 6 เดือนแรก ยื่นคำขอ 28,507 คำขอ เพิ่มขึ้น 8.01% เทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 กลุ่มสินค้า/บริการที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอนามัย การรักษาโรค และสมุนไพรที่ใช้ในทางการแพทย์ 3,405 คำขอ สะท้อนเทรนด์การค้าที่มุ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ซึ่งให้ความสำคัญเรื่องการดูแลสุขภาพมากขึ้น

ตามด้วยบริการด้านค้าปลีก การขาย และการตลาด 3,299 คำขอ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและความงาม 3,094 คำขอ เครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 2,366 คำขอ และ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพืช ธัญพืช เครื่องปรุงแต่งกลิ่นและรสอาหาร 2,025 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 56% และต่างชาติ 44%

Advertisement

สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท ฟ็อกซ์ ฟอร์มูเลท จำกัด 166 คำขอ บริษัท ไดมิเทค (ประเทศไทย) จำกัด 154 คำขอ บริษัท บอร์น อโกรไซเอนซ์ จำกัด 149 คำขอ บริษัท เอสทีม อินเตอร์เทรด จำกัด 80 คำขอ และ บริษัท มาสเตอร์ อโกรเทค จำกัด 64 คำขอ ซึ่งทั้ง 5 อันดับล้วนเป็นบริษัทด้านเคมีเกษตรครบวงจรของไทย ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ช่วง 6 เดือนแร อยู่ที่ 22,189 เครื่องหมาย เพิ่มขึ้น 5.91

2. สิทธิบัตรการประดิษฐ์ 6 เดือนแรกยื่นคำขอ 4,299 คำขอ เพิ่มขึ้น 4.47% กลุ่มนวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น ยาเคมีสังเคราะห์ ยาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ 562 คำขอ สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมด้านสุขภาพยังคงเป็นสาขาสำคัญที่มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

ตามด้วยนวัตกรรมด้านการสื่อสาร เช่น ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย ระบบรับ–ส่งข้อมูลความเร็วสูง และอุปกรณ์สื่อสารอัจฉริยะ 380 คำขอ นวัตกรรมแอนติบอดี้และยาชีววัตถุ เช่น แอนติบอดีเชิงรักษา วัคซีนชีววัตถุ และผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชภัณฑ์ 195 คำขอ อุตสาหกรรมแมคโครโมเลกุล เช่น พลาสติก เรซิน 126 คำขอ และ เทคโนโลยีชีวภาพที่เกี่บวกับแอนติบอดีเอนไซม์ 102 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 13% และต่างชาติ 87%

สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นผู้ยื่นต่างชาติทั้งหมด ได้แก่ บริษัท โตโยต้า จิโดชา คาบูชิกิ ไคชา จากญี่ปุ่น 139 คำขอ บริษัท ควอลคอมม์ อินคอร์ปอเรเต็ด จากสหรัฐ136 คำขอ บริษัท นิปปอน สตีล คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น 78 คำขอ บริษัท เจเอฟอี สตีล คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น 63 คำขอ และ บริษัท ซินเจนต้า ครอป โพรเท็คชั่น เอจี จากสวิตเซอร์แลนด์ 56 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 2,887 ฉบับ เพิ่มขึ้น 20.49%

3.อนุสิทธิบัตร 6 เดือนแรก ยื่นคำขอ 2,641 คำขอ เพิ่มขึ้น 13.10% กลุ่มนวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม ครองอันดับ 1 แบบทิ้งห่างที่ 282 คำขอ ยาสมุนไพร 137 คำขอ สะท้อนความสนใจด้านสุขภาพและการนำองค์ความรู้ด้านยาไทยแบบดั้งเดิมมาพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์

ตามด้วย ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ และการจัดการสารสนเทศ 133 คำขอ อุปกรณ์ทางการแพทย์ 88 คำขอ และ เทคโนโลยีชีวภาพที่เกี่ยวกับแอนติบอดีเอนไซม์ 52 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 94% และต่างชาติ 6%

สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นสถาบันการศึกษาไทยทั้งหมด ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 96 คำขอ มหาวิทยาลัยบูรพา 71 คำขอ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 64 คำขอ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 60 คำขอ และ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 58 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร ช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 1,345 ฉบับ เพิ่มขึ้น 45.41%

4.สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ 6 เดือนแรก ยื่นคำขอ 3,179 คำขอ เพิ่มขึ้น 5.79% แบบผลิตภัณฑ์ที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ลวดลายผ้า 424 คำขอ บรรจุภัณฑ์ 283 คำขอ รถยนต์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง 279 คำขอ เครื่องประดับ 255 คำขอ และ อุปกรณ์ก่อสร้าง 178 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 60% และต่างชาติ 40%

สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 114 คำขอ มหาวิทยาลัยบูรพา 65 คำขอ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 59 คำขอ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 58 คำขอ และ บริษัท บีอีจีเอ กันเทนบริงค์-ลอยช์เทน เคจี ในธุรกิจอุปกรณ์ให้แสงสว่างจากเยอรมนี 53 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ช่วง 6 เดือนแรก อยู่ที่ 3,630 ฉบับ เพิ่มขึ้น 45.03%

5.ลิขสิทธิ์ 6 เดือนแรก ยื่นแจ้งข้อมูล 9,069 ผลงาน เพิ่มขึ้น 33.62% ผลงานที่มีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.วรรณกรรม เช่น งานนิพนธ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ 3,675 ผลงาน 2. ศิลปกรรม เช่น งานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ 2,576 ผลงาน 3. ดนตรีกรรม 2,024 ผลงาน 4.โสตทัศนวัสดุ 394 ผลงาน และ 5.สิ่งบันทึกเสียง 240 ผลงาน สัดส่วนผู้ยื่นแจ้งข้อมูลผลงานลิขสิทธิ์ คนไทย 99% และต่างชาติ 1%

สำหรับผู้ยื่นแจ้งข้อมูลมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นสถาบันการศึกษาไทยทั้งหมด ได้แก่ 1. มหาวิทยาลัยขอนแก่น 159 ผลงาน 2.มหาวิทยาลัยมหิดล 143 ผลงาน 3.มหาวิทยาลัยทักษิณ 129 ผลงาน 4. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน 71 ผลงาน และ 5. มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 70 ผลงาน

ทั้งนี้ ลิขสิทธิ์เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์ โดยไม่ต้องยื่นจดทะเบียนกับกรม สถิติดังกล่าวจึงไม่สามารถสะท้อนภาพรวมของงานสร้างสรรค์ไทยได้ทั้งหมด อย่างไรก็ดี กรมจะเดินหน้าส่งเสริมให้ศิลปินนักสร้างสรรค์เห็นความสำคัญของการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์กับกรม เพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงเบื้องต้นในการแสดงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในกรณีที่เกิดข้อพิพาท รวมทั้งเป็นช่องทางให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงผลงานและติดต่อขอใช้ประโยชน์งานลิขสิทธิ์นั้นได้ง่ายขึ้น

นางอรมน กล่าวว่า สถิติช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ สะท้อนแนวโน้มการใช้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาที่เติบโตในทุกมิติ โดยเครื่องหมายการค้ายังคงเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีการยื่นคำขอสูงสุด ขณะที่อนุสิทธิบัตรและสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์มีอัตราการรับจดทะเบียนเพิ่มขึ้นกว่า 45% ส่วนการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ขยายตัวกว่า 33% แสดงให้เห็นว่าทั้งภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา และผู้สร้างสรรค์ต่างให้ความสำคัญกับการคุ้มครองและบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น

กรมฯ จึงจะเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการพิจารณาคำขอและการให้บริการอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศอย่างยั่งยืน