หน้าแรก เศรษฐกิจ ครึ่งปีแรก กส...

ครึ่งปีแรก กสิกรไทย กำไรพุ่ง 2.8 หมื่นล้าน โต 6.22% – CIMB โต 47% ฟันกำไร 1.5 พันล้าน

21.07.26 | 14:34 น.

ครึ่งปีแรกกำไรพุ่ง กสิกรไทย กำไรสุทธิ 27,915 ลบ. โต 6.22% -CIMB ไทย กำไรสุทธิ 1,488 ลบ. โต 47%

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยรายงานผลประกอบการงวด 6 เดือน ปี 2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 27,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,635 ล้านบาท หรือ 6.22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 26,609 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 329 ล้านบาท หรือ 1.25%

นางสาวขัตติยา กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ชะลอตัวจากไตรมาสแรก ท่ามกลางแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพอยู่ในระดับสูง ขณะที่การท่องเที่ยวยังฟื้นตัวได้จำกัดจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง แม้การส่งออกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังขยายตัวได้ดี แต่การส่งออกกลุ่มอื่นเริ่มชะลอลงตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า

นางสาวขัตติยา กล่าวว่า สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นจากไตรมาส 2 โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนภาพรวมทั้งปี ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอลงจากปีก่อน เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ราคาพลังงาน มาตรการภาษีของสหรัฐฯ สถานการณ์เอลนีโญ และข้อจำกัดด้านการเบิกจ่ายงบประมาณและประสิทธิผลของการใช้จ่ายภาครัฐ

นางสาวขัตติยา กล่าวว่า ด้านผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 13,247 ล้านบาท ลดลง 9.68% จากไตรมาสก่อน แต่หากไม่รวมรายได้พิเศษจากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุน กำไรลดลงเพียง 0.98% โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 31,432 ล้านบาท ลดลง 1.64% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 4.14% เป็น 18,291 ล้านบาท จากกำไรจากเครื่องมือทางการเงินและการเติบโตของรายได้จากบริการบริหารจัดการกองทุน ส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 7.63% เป็น 20,750 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและเทคโนโลยี ขณะที่ธนาคารตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 10,019 ล้านบาท เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

Advertisement

นางสาวขัตติยา กล่าวว่า สำหรับงวด 6 เดือนแรก รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 9.55% อยู่ที่ 63,390 ล้านบาท ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ส่งผลให้ NIM ลดลงมาอยู่ที่ 2.91% จาก 3.36% ในปีก่อน อย่างไรก็ตาม รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง บริการประกันภัย และรายได้จากการลงทุน ขณะที่ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลง 2.02% อยู่ที่ 40,030 ล้านบาท จากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการนำเทคโนโลยี รวมถึง AI มาใช้สนับสนุนการทำงาน ทั้งนี้ ธนาคารตั้งสำรองฯ 19,842 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน และมีอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตต่อสินเชื่อเฉลี่ย 1.58% อยู่ในกรอบเป้าหมายปี 2569 ที่ 1.40-1.60%

นางสาวขัตติยา กล่าวว่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 4.57 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.27% จากสิ้นปี 2568 โดยสินเชื่อสุทธิเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่อัตราส่วนหนี้เสีย (NPL) อยู่ที่ 3.18% และอัตราส่วนสำรองต่อหนี้เสียอยู่ในระดับสูง 173.90% ส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 19.24% สะท้อนฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง

นางสาวขัตติยา กล่าวว่า ธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวังตามยุทธศาสตร์ 3+1 และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงและติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์ให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง พร้อมช่วยเหลือลูกค้าและสนับสนุนนโยบายภาครัฐท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน

ด้าน นายวุธว์ ธนิตติราภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารสำหรับงวด 6 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 พบว่า มีกำไรสุทธิ 1,488.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยมีกำไรจากการดำเนินงานต่อเนื่องอยู่ที่ 1,265.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84.5% ปัจจัยหลักมาจากการขยายตัวของรายได้จากการดำเนินงาน การลดลงของค่าใช้จ่าย และการลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 30.4%

นายวุธว์ กล่าวว่า ด้านรายได้จากการดำเนินงานมีจำนวน 5,176.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 11.6% ซึ่งได้อานิสงส์จากการลดลงของค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่มากกว่ารายได้ดอกเบี้ย ส่งผลให้อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (NIM) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 2.0% ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 2.4% จากการชำระค่าสินค้าและบริการ รวมถึงค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่าย และรายได้จากการดำเนินงานอื่นเพิ่มขึ้น 10.1% จากกำไรสุทธิของเครื่องมือทางการเงิน

นายวุธว์ กล่าวว่า นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารได้ลงนามในสัญญาซื้อขายพอร์ตลูกหนี้สินเชื่อเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จึงได้จัดประเภทสินทรัพย์และผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องเป็น กลุ่มสินทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อขาย และการดำเนินงานที่ยกเลิก ตามมาตรฐาน TFRS 5 โดยยังคงวิเคราะห์อัตราส่วนสำคัญโดยรวมรายการดังกล่าวจนกว่าการขายจะแล้วเสร็จ ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 0.9% เหลือ 2,788.1 ล้านบาท จากการลดลงของค่าใช้จ่ายพนักงานและภาษีอากร ส่งผลให้มีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 53.9%

นายวุธว์ กล่าวว่า สำหรับฐานะทางการเงิน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อสุทธิ 242.2 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 4.1% จากสิ้นปี 2568) มียอดเงินฝาก 309.2 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 2.6%) และมีอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากอยู่ที่ 78.3% ขณะที่สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) ลดลงเหลือ 5 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมที่ 2.1% (ลดลงจาก 2.2% ณ สิ้นปี 2568) ซึ่งเป็นผลจากการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุมและการปรับปรุงแนวทางติดตามหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายวุธว์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ธนาคารมีความมั่นคงด้านเงินสำรองและเงินกองทุน โดยมีอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อ NPL อยู่ที่ 179.3% พร้อมสำรองเงินเผื่อขาดทุนด้านเครดิตจำนวน 8.9 พันล้านบาท ซึ่งเป็นเงินสำรองส่วนเกินตามเกณฑ์ ธปท. ถึง 1.5 พันล้านบาท และมีเงินกองทุนรวมจำนวน 59.4 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ 19.7% (เป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 15.4%)