วิกฤตโลกแบ่งขั้วหนักรอบ 50 ปี เฟทโก้ กระตุกรัฐพึ่งตลาดทุนรับมืองบถังแตก-แบกหนี้อ่วม
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) เปิดเผยว่า ผู้ลงทุนยุคใหม่ไม่ได้มองแค่ผลประกอบการทางการเงิน แต่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงและยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับกรอบความยั่งยืนของซัพพลายเชนที่โปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระยะยาว ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และตลาดทุน เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจปรับตัว และเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยหากประเมินภาพปัจจุบันต้องยอมรับว่า โลกมีการเปลี่ยนแปลงและกำลังไปสู่โลกยุคใหม่ ที่เป็นมิตรกันน้อยลง น่าจะมีนโยบายกีดกันการค้ากันมากขึ้น ทำให้ต้องกลับมาประเมินศักยภาพของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) นักลงทุน และประเทศไทย ทั้งการบริการความเสี่ยง รวมถึงการเพิ่มโอกาสมากขึ้น
นายไพบูลย์ กล่าวว่า จากข้อมูลพบว่า ความขัดแย้งในทั่วโลกของแต่ละประเทศมีกรณีการพิพาทกันกว่า 60 ความขัดแย้งที่กำลังดำเนินการอยู่ ไม่ได้มีเพียงข้อขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านเท่านั้น สะท้อนถึงความเสี่ยงในแง่ข้อพิพาทที่สูงขึ้นจากอดีตที่เคยเป็นมิตรการค้าระหว่างกัน รวมถึงมีการจัดทำดัชนีชี้วัด ซึ่งสะท้อนถึงการแบ่งขั้วเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงสุดในรอบ 50 ปี และความไม่แน่นอนในโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเห็นดัชนีที่สะท้อนว่า ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขต่างๆ สะท้อนถึงความผันผวนในโลกปัจจุบันที่ไม่ได้คิดกันไปเอง

นายไพบูลย์ กล่าวว่า โลกที่เปลี่ยนแปลงไปในด้านการมีข้อพิพาทมากขึ้นนั้น อาจเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เพราะแน่นอนว่า แม้มีการทะเลาะกันแต่กลุ่มซัพพลายเชน อย่างไรก็ยังต้องมีอยู่ เพียงแต่จะไปไว้ที่ใด ฐานการผลิตทุกคนต้องใช้อยู่ เพียงแต่จะใช้ใครเป็นคนผลิต โดยประเทศไทยถือว่า อยู่ในจังหวะที่ดีมากๆ เพราะทั้งโลกเหมือนเป็น Growth Engine ตัวใหม่ให้กับโลกนี้ การย้ายฐานซัพพลายเชน ไม่ว่าจะไปที่ใด ไทยก็ต้องจับไว้ให้ได้ รัฐบาลต้องตีโจทย์นี้ให้แตก ซึ่งดูเหมือนรัฐบาลนี้ตีโจทย์ค่อนข้างที่จะแตก ว่าเรากำลังเนื้อหอม ไม่ใช่เพราะเราเก่งกาจหรืออะไร แต่มองในเชิงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ไทยดูเหมือนมีต่ำมาก แต่มีความเป็นกลาง และมีความเป็นมิตร สามารถคบกับใครก็ได้ รวมถึงมีความพร้อมในแง่โครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการย้ายฐานการผลิตรอบใหญ่ได้
“รอบนี้คิดว่า หากรัฐบาลตีโจทย์ได้ดี และวางแผนดีๆ สามารถใช้ตรงนี้เป็นโอกาสได้ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับตลาดทุน เพราะหากเรามองการการปรับโครงสร้างใหม่ และการย้ายฐานการผลิตรอบนี้ ต้องใช้ทุนมหาศาล แต่ที่ผ่านๆ มา ส่วนใหญ่เวลาพูดเรื่องเมกะโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ รัฐบาลจะไม่ค่อยพูดว่าเงินมาจากไหน เพราะว่าที่ผ่านมางบประมาณของรัฐบาลยังรองรับได้อยู่ แต่วันนี้คงไม่ได้แล้ว เพราะหนี้สาธารณะแตะเพดานแล้ว ขยับได้อย่างเก่งก็อีกเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งหากกระทรวงการคลังเป็นห่วงวินัยการเงินการคลัง คงหนี้ไม่พ้นการเข้ามาในตลาดทุนไทย” นายไพบูลย์ กล่าว
นายไพบูลย์ กล่าวว่า เรื่องสำคัญที่ประเทศไทยต้องทำคือ การสร้างซัพพลายเชนใหม่ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เพราะจะเป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่เราอยากจะได้ ซึ่งมีโอกาสมากขึ้นที่จะเข้ามา เพราะวันนี้ทุกคนอาจมองเดต้าเซ็นเตอร์ ว่าคืออะไร แต่จริงๆ เหมือนการสร้างถนนที่เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดขึ้นก่อน จากนั้นความเจริญจริงๆ จะตามมาเอง โดยหากไม่มีตรงนี้ก็จะไม่มีเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ อิงเพียงบุญเก่าที่เคยทำให้เรารุ่งเรืองในอดีตเท่านั้น แต่ตอนนี้ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ส่วนซัพพลายเชนเดิมก็ไม่สามารถลืมไปได้ แต่ต้องอัพเกรดให้ดีขึ้น ทำซัพพลายเชนให้แข็งมากขึ้น เพราะความต้องการ (ดีมานด์) ยังคงมีอยู่




