หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกนิติ จ่อคล...

เอกนิติ จ่อคลอด TISA ก.ย.นี้ หนุนการออมส่วนบุคคล เล็งสิทธิลดหย่อนภาษีเท่าเทียม ยกเลิกตัวคูณ

22.07.26 | 06:00 น.

เอกนิติ จ่อคลอด TISA ก.ย.นี้ หนุนการออมส่วนบุคคล เล็งสิทธิลดหย่อนภาษีเท่าเทียม ยกเลิกตัวคูณ

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงาน SET Sustainability Forum ครั้งที่ 2/2026 หัวข้อ “พลิก ความผันผวนของโลกสู่ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของ Supply Chain” เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 โดยมีผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารตลาดทุน และผู้นำองค์กรชั้นนำ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ยืดหยุ่น โปร่งใส และยั่งยืน ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และกฎระเบียบการค้าที่เปลี่ยนแปลง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและซัพพลายเชนไทย ผ่านนโยบายการเงิน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” เปิดเผยว่า ปัจจุบันกระแสโลกและเงินลงทุนพร้อมที่จะย้ายเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและการสร้างรากฐานวินัยการเงินที่ชัดเจน รัฐบาลจึงมุ่งเน้นยุทธศาสตร์ Investment-Led Growth หรือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการลงทุน เพื่อให้ประเทศไทยกลับมามีบทบาทโดดเด่นบนเวทีโลกอีกครั้ง

นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยดึงดูดนักลงทุน คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด โดยรัฐบาลได้ปลดล็อคการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง (Direct PPA) ให้กับทุกอุตสาหกรรมแบบไม่มีโควตา ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดและนักลงทุนต้องการอย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีการขับเคลื่อนผ่านโครงการ Thailand Fast pass และใช้กลยุทธ์ “BOI to IPO” การดึงดูดบริษัทต่างชาติให้มาลงทุนและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมสมัยใหม่ให้เข้ามาลงทุนและระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเอไอ และเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศ ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญคือจะต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย จับมือกับมหาวิทยาลัยไทย และดึงบริษัทในซัพพลายเชนของไทยเข้าไปมีส่วนร่วม พร้อมทั้งยกระดับอุตสาหกรรมเก่า เช่น อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมwellness เป็นต้น

นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้ BOI to IPO มีบริษัทที่ทำเทคโนโลยีส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) สนใจเข้ามาขยายการลงทุนในไทยด้วยมูลค่าราว 50,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายแรกที่จะได้รับการผลักดันกระบวนการทำงานแบบ Fast pass
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้จัดระเบียบการอนุมัติ Data Center ยุคใหม่ให้รอบคอบแบบบูรณาการ โดยดึงหน่วยงานด้านพลังงาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานพิจารณาด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เข้ามาร่วมพิจารณาในทุกมิติ เนื่องจากการทำ Data Center ยุคใหม่จะต้องคำนึงทุกมิติ

นายเอกนิติ กล่าวว่า ในส่วนของตลาดทุน รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมคนตัวเล็กตัวน้อย ให้เข้าถึงการลงทุนได้ง่ายขึ้นผ่าน อาทิ โครงการ “ออมพลัส” ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้สูงอายุสามารถซื้อพันธบัตรรัฐบาลด้วยเงินเริ่มต้นเพียง 100 บาท เพื่อรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นและมีความมั่นคง โดยสามารถทำธุรกรรมและซื้อขายในตลาดรองผ่านแอปพลิเคชันสตรีมมิ่ง (Bond Connect) และผ่านแอพลิเคชันเป๋าตัง

Advertisement

นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการ Thailand Individual Savings Account (TISA) หรือบัญชีออมและลงทุนส่วนบุคคลรูปแบบใหม่ที่ภาครัฐผลักดัน เพื่อส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวรองรับสังคมผู้สูงอายุ และใช้เป็นสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีนั้น ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เตรียมออกมาตรการดังกล่าว คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีงบประมาณนี้ หรือ เดือนกันยายน 2569 แนวคิดสำคัญของโครงการนี้คือ รัฐบาลต้องการให้อิสระแก่ประชาชนในการเลือกลงทุนระยะยาวด้วยตนเองเพื่อความมั่นคงในวัยเกษียณ โดยไม่บังคับให้ต้องลงทุนเฉพาะในกองทุนรูปแบบเดิมๆ เช่น LTF หรือ SSF รวมถึงให้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีอย่างเท่าเทียมกันแก่ทุกคน โดยทบทวนและมีแนวโน้มที่จะไม่มีการกำหนดเงื่อนไขเรื่องตัวคูณ เช่น 0.3 หรือ 0.7 ส่วนประเด็นการขยับเพิ่มวงเงินนั้น ขณะนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดเพื่อให้เกิดความรอบคอบสูงสุด

นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลได้เดินหน้าทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐครั้งใหญ่ในรอบ 4-5 ปี จากฐานข้อมูลกว่า 13 ล้านคน เพื่อคัดกรองกลุ่มคนจนเทียม และมุ่งช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ โดยการคัดกรองรอบนี้มีคนจนจริงที่ยังไม่เคยอยู่ในระบบถึง 2.3 ล้านคน อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกพบปัญหาอาชญากรรมซ่อนเร้น โดยมีประชาชนถูกหลอกนำชื่อไปเปิดบัญชีหลักทรัพย์ หรือถูกสวมชื่อไปเป็นกรรมการบริษัทของกลุ่มทุนสีเทาโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่อง รัฐบาลจึงได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยให้ลงพื้นที่ช่วยเหลือดูแลผู้ที่ถูกหลอกลวงอย่างเต็มที่ และเตรียมจัดการทางกฎหมายกับกลุ่มบริษัทหรือทุนสีเทาที่กระทำผิด ทั้งนี้ รัฐบาลขอยืนยันว่าผู้ที่เดือดร้อนจริงจะได้รับการดูแลอย่างแน่นอน ส่วนสวัสดิการเดิมด้านอื่นๆ เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ หรือบัตรคนพิการ จะยังคงได้รับตามสิทธิเดิมทุกประการ