แสนสิริ ปักหมุดภูเก็ต กางแผน 5 ปี อัด 4 หมื่นล้านผุด 30 โครงการใหม่ ดันพอร์ตแตะ 8 หมื่นล้าน รับเมืองสู่ Global Metropolitan
แสนสิริ – เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม นายภูมิชาย มัธยมภพภิญโญ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจพัฒนาโครงการภาคใต้ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภูเก็ตกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “Holiday Island” สู่ “Global Metropolitan” หรือมหานครระดับโลก จากแรงขับเคลื่อนของโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และการลงทุนจากภาครัฐ รวมถึงการเติบโตของเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการย้ายถิ่นฐานของประชากรต่างชาติ
ปัจจัยสำคัญ คือ การขยายสนามบินภูเก็ตเฟส 2 รองรับผู้โดยสารเพิ่มเป็น 20 ล้านคนต่อปี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมกว่า 62,000 ล้านบาท ทั้งทางด่วนและอุโมงค์กะทู้-ป่าตอง รวมถึงการเติบโตของเที่ยวบินระหว่างประเทศที่มีเฉลี่ย 290 เที่ยวบินต่อวัน เชื่อมต่อ 71 เมืองใน 36 ประเทศทั่วโลก
นายภูมิชาย กล่าวว่า นอกจากนี้ ภูเก็ตยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนในธุรกิจไลฟ์สไตล์และบริการระดับโลก ทั้งการขยายเฟสใหม่ของเซ็นทรัล ภูเก็ต มูลค่ากว่า 137,000 ล้านบาท การพัฒนาเมดิคัลฮับจากโครงการโรงพยาบาลนานาชาติ และการขยายตัวของโรงเรียนนานาชาติ ปัจจุบันมีโรงเรียนนานาชาติ 19 แห่ง นักเรียนต่างชาติกว่า 5,000 คน จากกว่า 50 สัญชาติ อีกทั้งยังมีความแข็งแกร่งจาก Real Demand โดยปัจจุบันมีมูลค่าตลาดรวมที่อยู่ระหว่างการขายประมาณ 194,000 ล้านบาท ถือเป็นตลาดอสังหาริมทรัพย์ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากกรุงเทพฯ
ขณะที่ ตลาดลักชัวรี่วิลล่า ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยครึ่งแรกปี 2569 ขยายตัว 12.9% จากข้อมูล CBRE และ Knight Frank และทำเล Prime Area อย่างบางเทา-เชิงทะเล สามารถสร้างผลตอบแทนค่าเช่าสุทธิ (Net Rental Yield) อยู่ที่ 6-8% สูงกว่าเมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างแซงต์-โตรเปซ์ ซึ่งอยู่ที่ 3-4.5% และโมนาโก 1.5-2.5%
“ภูเก็ตมีข้อได้เปรียบจากฤดูกาลท่องเที่ยวที่ยาวกว่า 10 เดือนต่อปี และมีดีมานด์จากผู้ซื้อระดับสากล ไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้น” นายภูมิชายกล่าว

นายภูมิชาย กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานของแสนสิริในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตปี 2569 บริษัทตั้งเป้ายอดขาย (Sales) และยอดโอนอยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกทำยอดขายแล้วประมาณ 3,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ราว 2,300 ล้านบาท และคาดว่าทั้งปีมีโอกาสทำได้สูงกว่าเป้าหมาย ด้านยอดโอนคาดว่าจะเติบโตประมาณ 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมี Backlog ในภูเก็ตเหลือประมาณ 5,000 ล้านบาท ขณะที่สต๊อกพร้อมอยู่ (Ready to Move) กว่า 100 ยูนิต มูลค่าประมาณ 500-600 ล้านบาท
“ตลาดอสังหาฯ ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตยังมีดีมานด์ต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น โรงแรม โรงพยาบาล และธุรกิจบริการใหม่ ๆ ต้องการแรงงาน ทำให้มีคนย้ายเข้ามาอยู่ในพื้นที่มากขึ้น” นายภูมิชาย กล่าว
นายภูมิชาย กล่าวว่า ตลอด 15 ปีที่เข้ามาทำตลาดภูเก็ต ตั้งแต่ปี 2554 บริษัทพัฒนาโครงการแล้ว 11,000 ยูนิต มูลค่ารวมกว่า 40,000 ล้านบาท ตั้งแต่โครงการดีคอนโด กะทู้ บ้านไม้ขาว เดอะ เดค ป่าตอง จนถึงโครงการระดับพรีเมียม เช่น แคนวาส เชิงทะเล และเดอะ เบส เชิงทะเล ทั้งนี้ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ 5 ปี บริษัทตั้งเป้าเปิดโครงการใหม่ 30 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 40,000 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการแนวราบ 13 โครงการ มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 17 โครงการ มูลค่าประมาณ 25,000 ล้านบาท
นายภูมิชาย กล่าวว่า ทั้งนี้ เพื่อผลักดันมูลค่าพอร์ตสะสมในพื้นที่ภูเก็ตให้แตะ 80,000 ล้านบาท ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 บริษัทได้เตรียมเปิดตัว 7 โครงการใหม่ ครอบคลุมทำเลหาดป่าตอง สามกอง เชิงทะเลซอย 3 ป่าสัก บางโจ พรุจำปา และหาดราไวย์ ประกอบด้วยคอนโดมิเนียม 4 ทำเล ได้แก่ 1. หาดป่าตอง ราคาเริ่มต้น 3.9-10.9 ล้านบาท 2. หาดราไวย์ เริ่มต้น 4.99 ล้านบาท 3. สามกอง เริ่มต้น 2.99 ล้านบาท และ 4. แคนวาซ พาเลท เชิงทะเล ซอย 3 ราคาเริ่มต้น 8.99 ล้านบาท สำหรับแบบ 2 ห้องนอน

นายภูมิชาย กล่าวว่า นอกจากนี้ แสนสิริ ได้เปิดตัว “Sansiri Pool Villa Collection in Phuket” ซึ่งเป็นแบรนด์ลักชัวรีพูลวิลล่าครั้งแรกบนทำเลศักยภาพ (โซนเชิงทะเล-บางเทา) ได้แก่ 1. โครงการ เดอะ เทลส์ บางโจ พูลวิลล่าตากอากาศระดับลักชัวรีในสไตล์ Thai Modern Resort ที่ได้ทีมดีไซเนอร์ระดับโลกอย่าง Edward Tuttle มาร่วมออกแบบ มีความเป็นส่วนตัวสูงเพียง 13 ยูนิต ฟังก์ชันเน้นพื้นที่ Luxury Space ทุกห้องนอนเปิดรับวิวสระว่ายน้ำส่วนตัว ราคาเริ่มต้นประมาณ 45 ล้านบาท 2. โครงการ เดอะ เทลส์ ป่าสัก โครงการพูลวิลล่าในทำเลป่าสัก-เชิงทะเล คาดเตรียมเปิดตัวปลายปี 2569 และ 3. โครงการพรุจำปา โครงการในแผนโรดแมปของการขยายตลาดพูลวิลล่าระดับบนเพื่อรองรับดีมานด์ฝั่งภูเก็ต ราคาอยู่ในช่วงประมาณ 20 ล้านบาท
นายภูมิชาย กล่าวว่า ปัจจุบันลูกค้าต่างชาติคิดเป็น 25-30% ของยอดขายภูเก็ต ขณะที่ลูกค้าไทยอยู่ที่ 70-75% โดยตลาดหลัก ได้แก่ รัสเซีย 31% จีน 12% อิสราเอล 8% ฝรั่งเศส 7% และอังกฤษ 4% คาดว่าใน 5 ปี สัดส่วนลูกค้าต่างชาติจะเพิ่มเป็น 40-45% จากการขยายโครงการทำเลติดทะเลและรองรับกลุ่ม Global Citizen พร้อมมองว่าฐานลูกค้าต่างชาติจะกระจายตัวหลากหลายประเทศมากขึ้น ทั้งยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย ไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง
“ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตยังไปได้ แต่การแข่งขันจะเยอะขึ้น ลูกค้าจะเปรียบเทียบมากขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการต้องมีของดีจริง เพราะการแข่งขันสูง มืออาชีพที่อยู่กับตลาดมาทั้งชีวิตจะอยู่ได้ แต่ผู้เล่นที่เข้ามาตามกระแสหรือตามเทรนด์อาจเหนื่อย” นายภูมิชาย กล่าว





