EXIM BANK ย้ำผู้ส่งออกไทยรับ PPWR 12 ส.ค. 69 ดันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 2.75% หนุนเอสเอ็มอีปรับตัวรับกติกาโลกยุคใหม่
ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการด้านความยั่งยืนเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้พร้อมรับกติกาการค้าโลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG) พร้อมจัดงานเสวนาหัวข้อ “เมื่อโลกเปลี่ยน ธุรกิจต้องปรับ : ความยั่งยืนกับโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการไทย” เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเตรียมความพร้อมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีนายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) นางสาววรมน สินสุวรรณ ผู้อำนวยการกองสหภาพยุโรป กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ และนายอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ณ EXIM BANK สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ประเทศคู่ค้าหลักของไทยทั้งสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการส่งออกรวมกันกว่า 40% กำลังเพิ่มความเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ EU ที่ออกมาตรการกว่า 3,400 รายการ อาทิ กฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์ (PPWR) ที่จะเริ่มบังคับใช้ในทางปฏิบัติวันที่ 12 สิงหาคม 2569 มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) กฎหมายว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) และข้อกำหนดเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน (CSRD) ขณะที่สหรัฐฯ และจีนต่างเดินหน้าจัดทำกฎหมายและมาตรฐานเปิดเผยข้อมูล ESG ระดับชาติเช่นกัน แม้กติกาใหม่นี้จะเป็นความท้าทาย แต่ก็เป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ปรับตัวเร็ว มีข้อมูล ESG ที่โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน
นายชลัช กล่าวว่า กฎระเบียบ PPWR ได้ประกาศใช้เป็นกฎหมายของสหภาพยุโรปแล้ว โดยมีผลใช้บังคับทางกฎหมายตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 และจะเริ่มใช้กับผู้ประกอบการโดยทั่วไปตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569 หลังจากนั้น ข้อกำหนดสำคัญต่าง ๆ จะทยอยมีผลบังคับใช้เป็นระยะไปจนถึงปี พ.ศ. 2583 ตามกรอบเวลาที่กำหนดในกฎหมาย ภายหลังมาตรการมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 แนวทางการบังคับใช้ในทางปฏิบัติคือ ผู้ประกอบการต้องจัดทำเอกสาร 2 อย่าง ได้แก่ (1) Technical Document (TD) และ (2) Declaration of Conformity (DoC) ของบรรจุภัณฑ์เพื่อนำส่งให้กับผู้นำเข้าอียู (Importer) ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่เพิ่มเติมจากข้อกำหนดปกติที่ผู้ประกอบการต้องดำเนินการ โดยข้อกำหนดดังกล่าวคือ (1) ควบคุมธาตุโลหะหนัก 4 ชนิด และ (2) บรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหารต้องมีสารเคมีตลอดกาล (Per- and Polyfluoroalkyl Substances: PFAS) ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด
“กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นกำลังเปลี่ยนโฉมการค้าโลก ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวตั้งแต่การออกแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การเลือกใช้วัตถุดิบ การบริหารจัดการพลังงาน การจัดเก็บและเปิดเผยข้อมูล ESG ตลอดจนการสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายเหล่านี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่สามารถปรับตัวได้เร็ว เพราะการมีข้อมูลด้านความยั่งยืนที่น่าเชื่อถือ โปร่งใส และตรวจสอบได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้า เพิ่มโอกาสทางการค้า และเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวได้มากขึ้น” นายชลัช กล่าว
นายชลัช กล่าวว่า เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ลดความเสี่ยงจากการสูญเสียโอกาสทางการค้า EXIM BANK ได้เตรียมพัฒนาบริการสนับสนุนการจัดทำข้อมูลและรายงานความยั่งยืน พร้อมเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อให้บริการในต้นทุนที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังสนับสนุนผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว วงเงินสูงสุด 100 ล้านบาท ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.75% ต่อปี ใน 2 ปีแรก ผ่านสินเชื่อ EXIM Solar D-Carbon สำหรับการลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ และ สินเชื่อ Green X Transformation เพื่อยกระดับประสิทธิภาพพลังงานและนวัตกรรมสะอาด พร้อมมอบส่วนลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม 0.25% สำหรับผู้สมัครสินเชื่อเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานหรือสินเชื่อหมุนเวียนภายในเดือนกรกฎาคม 2569
นายชลัช กล่าวว่า ขณะเดียวกัน EXIM BANK ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตโครงการ T-VER และจับมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผลักดันการใช้ระบบ SET Carbon ภายใต้โครงการ EXIM Know Your Carbon ช่วยผู้ประกอบการจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมมอบส่วนลดดอกเบี้ยสูงสุด 0.25% ต่อปี ตลอดอายุสัญญาเงินกู้ โดย EXIM BANK เชื่อมั่นว่าการยกระดับศักยภาพด้าน ESG จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความพร้อมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว
“EXIM BANK เชื่อมั่นว่าการยกระดับศักยภาพด้าน ESG ของผู้ประกอบการไทยจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทย ท่ามกลางกติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเป็นอีกกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายชลัช กล่าว



