WHAUP ทุ่ม 2.9 หมื่นล้านรุกพลังงานสะอาด จี้รัฐเร่งเปิด Direct PPA รับลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ชี้ไทยเสียเปรียบช้ากว่าเวียดนาม
นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดเผยว่า ประเทศไทยต้องเร่งเตรียมความพร้อมด้านพลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อรองรับการย้ายฐานลงทุนและการขยายตัวของอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ปัจจุบันทั่วโลกได้ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อรองรับเป้าหมายด้านความยั่งยืนและมาตรฐานระดับโลก อาทิ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM: Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ RE100 ที่กำหนดให้ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100%

“วันนี้สิ่งที่ต้องเร่งทำคือเปิด Direct PPA ให้เร็วที่สุด และเร่งออกกฎระเบียบให้ชัดเจน เพราะเวียดนามเปิดไปแล้ว ขณะที่ไทยเปิดช้ากว่าทำให้เสียเปรียบ แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะทำ อย่างไรก็ตาม โควตานำร่อง Direct PPA ขนาด 2,000 เมกะวัตต์สำหรับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์อาจไม่เพียงพอ ควรขยายให้ครอบคลุมอุตสาหกรรมอื่น อาทิ ยานยนต์ เหล็ก และอุตสาหกรรมดั้งเดิม” นายอัครินทร์ กล่าว
นายอัครินทร์ ระบุว่า การขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำปริมาณมากเพื่อระบายความร้อน ซึ่งไตรมาส 1/2569 WHAUP มียอดจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำในไทยและเวียดนามรวม 43 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้น 7% แบ่งเป็นไทย 34 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้น 9% และเวียดนาม 9 ล้านลูกบาศก์เมตร ตอนนี้อยู่ระหว่างเจรจาสัญญาซื้อขายน้ำกับดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่เพิ่ม 17-29 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งปริมาณดีมานด์ที่สูงมากนี้ทำให้บริษัทฯ ต้องจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนที่มีเสถียรภาพสูง โดยปัจจุบัน WHAUP มีแหล่งน้ำสำรองทางยุทธศาสตร์ (Strategic Water Reserves) จาก 7 อ่างเก็บน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ เช่น อ่างเก็บน้ำหนองค้อ ดอกกราย และประแสร์ มีความจุรวมมากกว่า 800 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยตั้งเป้าลดการใช้น้ำจากธรรมชาติลง 25 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีภายในปี 2573

สำหรับเป้าหมายด้านความยั่งยืนในปี 2573 บริษัทตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1 และ 2) ลง 42% จากปีฐาน 2564 ขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียนเป็น 1,222 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 803,000 ตันต่อปี และลดการใช้น้ำจากธรรมชาติ 25 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ช่วยประหยัดต้นทุนค่าน้ำดิบราว 290 ล้านบาทต่อปี
นายอัครินทร์ กล่าวว่า ส่วนกรณีคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบปรับลดค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย 200 หน่วยแรก เหลือ 3 บาทต่อหน่วย ขณะที่หน่วยที่ 201-400 และตั้งแต่หน่วยที่ 401 ขึ้นไปยังคงอัตราเดิมนั้น เป็นมาตรการที่ช่วยลดภาระประชาชนได้ แต่การรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าอาจต้องทบทวนแนวคิดการสำรองกำลังผลิตแบบเดิม และพิจารณาเทคโนโลยีใหม่ อาทิ แบตเตอรี่ เนื่องจากการลงทุนกำลังผลิตสำรองจำนวนมากอาจเพิ่มภาระต้นทุนค่าไฟฟ้า นอกจากนี้ สำหรับกรณีเงินกู้รัฐบาล 200,000 ล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานนั้น เห็นว่า ยังต้องรอความชัดเจนของรายละเอียดมาตรการ แต่เบื้องต้นคาดว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และโครงการโซลาร์น่าจะได้รับประโยชน์

ด้าน นายประพนธ์ ชินอุดมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยรายละเอียดแผนการลงทุนระยะ 5 ปี (ปี 2569 – 2573) เพื่อขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ โดยตั้งงบลงทุนรวมไว้ที่ประมาณ 29,000 ล้านบาท ซึ่งในปี 2569 นี้ บริษัทฯ ได้กำหนดกรอบงบลงทุนเบื้องต้นที่ 2,900 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนเป็นพลังงานไฟฟ้า 57% และสาธารณูปโภคน้ำ 43%
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าขยายโครงการ Solar Private PPA เพิ่มอีก 60 เมกะวัตต์ในปี 2569 หลังไตรมาสแรกลงนามสัญญาใหม่แล้ว 32 เมกะวัตต์ พร้อมเตรียมก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ภายใต้โครงการรับซื้อไฟฟ้าแบบ FiT ขนาดรวม 136 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทยอยจ่ายไฟเข้าระบบ (COD) ระหว่างปี 2570-2573 ขณะเดียวกัน บริษัทจะเร่งขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียนในประเทศเวียดนาม ทั้งโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP8 รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายการลงทุนไปยังประเทศที่ 3 อย่างประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาดอย่างชัดเจน เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวของบริษัท
นายประพนธ์ ระบุเพิ่มเติมว่า ฐานะการเงินของบริษัทแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) เพียงประมาณ 1 เท่า ต่ำกว่าเงื่อนไขทางการเงินที่กำหนดไว้ไม่เกิน 2.5 เท่า จึงยังมีศักยภาพรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ในอนาคต นอกจากนี้ บริษัทยังประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้มูลค่า 4,000 ล้านบาท เมื่อต้นปี 2569 ประกอบด้วยหุ้นกู้ Zero Coupon Bond และ Green Bond เพื่อนำเงินไปขยายโครงการพลังงานหมุนเวียน รองรับเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ของกลุ่มบริษัท


