ดัชนีเชื่อมั่น SME ฟื้นครั้งแรกรอบ 4 เดือน รับอานิสงส์ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ลุยทำแผนฉบับที่ 6
น.ส.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ และรักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMESI) ประจำเดือนมิถุนายน 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากมาตรการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ ส่งผลให้คำสั่งซื้อ ปริมาณการผลิต และการลงทุนของผู้ประกอบการเริ่มขยายตัว อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีจะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังอยู่ต่ำกว่าระดับปกติที่ 50 เนื่องจากผู้ประกอบการยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและราคาวัตถุดิบที่อยู่ในระดับสูง ทำให้แม้ยอดขายจะเริ่มฟื้นตัว แต่ผลกำไรยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ **มั่นใจครึ่งปีหลัง หนี้เริ่มลด
น.ส.ปณิตา กล่าวว่า ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ความเชื่อมั่นในช่วง 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 52.7 สูงกว่าระดับฐานต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 สะท้อนว่าผู้ประกอบการมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี แม้ยังมีความกังวลเรื่องต้นทุนการดำเนินธุรกิจและการจ้างงานที่ยังขยายตัวได้ไม่มากนัก ด้านสถานการณ์หนี้สินของเอสเอ็มอีในไตรมาส 2 ปี 2569 พบสัญญาณปรับตัวดีขึ้น โดยสัดส่วนผู้ประกอบการที่มีภาระหนี้ลดลงเหลือ 69.1% จาก 71% ในไตรมาสก่อน ขณะเดียวกันผู้ประกอบการหันมาใช้แหล่งเงินทุนในระบบมากขึ้น และมีถึง 85.3% ที่สามารถชำระหนี้ได้ตรงตามกำหนด สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารสภาพคล่องที่ดีขึ้น
น.ส.ปณิตา กล่าวว่า สสว.อยู่ระหว่างขับเคลื่อนโครงการ “Transforming SMEs ยกระดับการบริหารการเงินด้วย AI” เพื่อช่วยผู้ประกอบการจัดทำข้อมูลทางการเงินอย่างเป็นระบบ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อและแหล่งเงินทุนในระบบได้มากขึ้น นอกจากนี้ สสว.ยังเตรียมจัดทำแผนการส่งเสริมเอสเอ็มอี ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2571-2575) เพื่อใช้เป็นกรอบการพัฒนาผู้ประกอบการไทยในช่วง 5 ปีข้างหน้า พร้อมทบทวนนิยามเอสเอ็มอีที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2563 ให้สอดคล้องกับโครงสร้างธุรกิจ ระดับรายได้ การจ้างงาน และภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้มาตรการสนับสนุนของภาครัฐเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
น.ส.ปณิตา กล่าวว่า ทั้งนี้ แม้สัญญาณการฟื้นตัวของภาคเอสเอ็มอีจะเริ่มชัดเจนขึ้น แต่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น จึงจำเป็นต้องติดตามว่าการฟื้นตัวของยอดขายจะสามารถต่อยอดไปสู่การเพิ่มกำไร การจ้างงาน และการลงทุนได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนของภาคเอสเอ็มอีไทยในระยะต่อไป



