วิกรม ชี้ครึ่งปีหลังได้ 2 ปัจจัยหนุน ศก.ไทยดีขึ้น ย้ำรถไฟความเร็วสูงต้องไปต่อ
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะมีการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรกแน่นอน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 2 ประการ ได้แก่ 1.ความมั่นคงของรัฐบาลที่ช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ทำได้ดีขึ้น และ 2.การที่เศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนย้ายเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น เนื่องจากอาเซียนไม่ใช่พื้นที่ของการเกิดความขัดแย้งทางการค้า หรือการทำสงครามระหว่างประเทศ รวมถึงประเทศไทยถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ ทำให้มีการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตใหม่เข้ามามากขึ้น
นายวิกรมกล่าวว่า ในโอกาสที่เดินทางติดตามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะมาเยือนประเทศจีน มองว่าเป็นโอกาสของประเทศไทยในการเพิ่มความร่วมมือใหม่ๆ โดยเฉพาะอานิสงส์เชิงบวกจากการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน การย้ายฐานการผลิต ที่ปัจจุบันจีนอยู่ในสภาวะที่ต้องขยับขยายการพัฒนาเศรษฐกิจออกสู่ต่างประเทศ เหมือนกับโมเดลของญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวันในอดีต ไทยสามารถดึงอุตสาหกรรมระดับสูง (High-tech) เข้ามาในประเทศเพิ่มเติมอีก แม้อยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพูดคุย แต่คาดหวังว่าจะเป็นรูปธรรมและส่งผลดีต่อเทคโนโลยีในประเทศในอนาคต
นายวิกรมกล่าวอีกว่า เงื่อนไขการพัฒนาประเทศไทยในระยะถัดไป เรื่องโครงสร้างพื้นฐานถือว่ามีความสำคัญมากที่สุด โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่มีความจำเป็นล้านเปอร์เซ็นต์ ซึ่งมองว่าระบบคมนาคมคือหัวใจหลักของการพัฒนาประเทศและการลดต้นทุนการขนส่ง หากระบบขนส่งไม่ดี นักลงทุนจะหันไปเลือกประเทศอื่นที่ให้ความสะดวกมากกว่านี้ เพราะหากหันไปใช้ทางรถไฟระบบทางคู่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อความต้องการในปัจจุบันเนื่องจากมีความล่าช้า ไม่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ได้เท่ากับระบบรถไฟความเร็วสูง
นายวิกรมกล่าวด้วยว่า รูปแบบการเดินหน้าโครงการ เสนอให้ใช้โมเดลลงทุนแบบใหม่ ใช้ที่ดินเป็นทุนแทนการใช้งบประมาณของรัฐบาล แทนที่รัฐบาลจะใช้งบประมาณแผ่นดินโดยตรง ควรนำที่ดินตามแนวทางรถไฟซึ่งเป็นของรัฐอยู่แล้วมาตีเป็นทุนในการร่วมลงทุน เปิดโอกาสนักลงทุนต่างชาติ หากกลุ่มบริษัทเดิมไม่สามารถลงทุนได้ ควรเปิดประมูลให้บริษัทอื่นหรือนักลงทุนต่างชาติเข้ามาดำเนินการ โดยโมเดลบริหารจัดการ รัฐบาลจัดหาที่ดินให้นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ลงเงินสร้างและบริหารจัดการเอง โดยรัฐต้องตรวจสอบอัตราผลตอบแทน (IRR) ให้เหมาะสม ไม่ให้เก็บค่าบริการเกินควร ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับจากวิธีการนี้จะช่วยให้โครงการเกิดผลสำเร็จได้เร็วขึ้นโดยที่รัฐไม่ต้องแบกรับภาระงบประมาณ และสามารถนำงบประมาณไปใช้ในส่วนอื่นที่จำเป็นมากกว่าได้
“การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบางโครงการ ทำไมเราต้องมาลงทุนเอง ในเมื่อเรามีที่ดิน เรามีตลาด ทำไมไม่เอาตรงนี้เป็นตัวดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติเข้ามา เพราะประเทศไทยยังจำเป็นต้องเดินหน้าเมกะโปรเจ็กต์ใหม่ๆ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการเดินหน้าเศรษฐกิจในประเทศต่อไป” นายวิกรม กล่าว
นายวิกรมกล่าวว่า ในการติดตามคณะนายกรัฐมนตรีเยือนประเทศจีนครั้งนี้ บริษัทได้ลงนามความร่วมมือกับผู้ประกอบการจีนในหลายสาขาความร่วมมือ อาทิ บริษัท Sanhe Tongfei Refrigeration Co., Ltd. (TONFY) เป็นโซลูชันควบคุมอุณหภูมิสำหรับภาคอุตสาหกรรม บริษัท HiteVision Technology Co., Ltd. ด้านจอแสดงผลอัจฉริยะ เทคโนโลยีการศึกษา และการเปลี่ยนผ่านดิจิทัล บริษัท Chengdu SuperiorMed and Perennial Hospital เวชศาสตร์อายุยืน/โรงพยาบาลนานาชาติ (Amata Meditown, EEC) โดยทั้งสองฝ่ายมีเจตนาจัดตั้งโรงพยาบาลทั่วไประดับสากลที่เน้นด้านเวชศาสตร์อายุยืน (Longevity) แห่งแรกของไทย เพื่อเติมเต็มช่องว่างตลาดบริการทางการแพทย์แบบบูรณาการด้านเวชศาสตร์อายุยืน ให้บริการสุขภาพแบบครบวงจร (one-stop) แก่ประชาชนไทย และบริษัท Chengdu Tecloman Energy Storage Technology Co., Ltd. ด้านระบบกักเก็บพลังงานและพลังงานใหม่ (ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง)



