สนค. เผย ส่งออกไทยโต 20.8% ยางพาราฟื้นรอบ 14 เดือน ชี้ภาษี 301 สหรัฐ กระทบไทยไม่มาก คาดครึ่งปีหลังชะลอ ลุ้นทั้งปีโต 11%
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยเดือนมิถุนายน 2569 มีมูลค่า 34,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 20.8% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 41,190.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 50.3% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 6,534.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนภาพรวม 6 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกมีมูลค่า 196,741.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 17.6% การนำเข้ามีมูลค่า 228,485.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 38% และขาดดุลการค้า 31,744 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า จากผลการส่งออกที่ขยายตัวดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงครึ่งปีแรก สนค.จึง ปรับเพิ่มประมาณการส่งออกปี 2569 โดยประเมินกรณีฐานไว้ที่ 8% และกำหนดกรอบคาดการณ์ทั้งปีไว้สูงสุดที่ 11% หรือคิดเป็นมูลค่าส่งออก 357,244.1 ถึง 377,658.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของเทคโนโลยี AI มาตรการทางการค้าที่ไม่รุนแรง การย้ายฐานการผลิตมายังไทย และความสามารถของผู้ประกอบการไทยในการปรับตัวต่อสถานการณ์การค้าโลก
นายนันทพงษ์ เปิดเผยว่า สำหรับการส่งออก พบว่า สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 27 เพิ่มขึ้น 25.1% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17, เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13, แผงวงจรไฟฟ้า, อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอด, เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ รวมไปถึง รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ที่กลับมาขยายตัว ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการสินค้าด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน AI ของตลาดโลก
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ขณะที่ สินค้าเกษตรหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ลดลง 10.8% และ สินค้าอุตสาหกรรมเกษตรหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ลดลง 0.9% จากปัญหาอุปทานและการแข่งขันด้านราคา อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าที่กลับมาฟื้นตัว ได้แก่ ยางพารา ที่ขยายตัวครั้งแรกในรอบ 14 เดือน, น้ำตาลทราย กลับมาขยายตัวในรอบ 30 เดือน, อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป กลับมาขยายตัวหลังหดตัวในเดือนก่อน และ อาหารสัตว์เลี้ยง ที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 ส่วนสินค้าที่ยังหดตัว ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง, ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ และ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป
นายนันทพงษ์ ระบุว่า สำหรับปัจจัยสนับสนุนการส่งออกในปี 2569 ประกอบด้วยการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั่วโลก ซึ่งทำให้ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลกเพิ่มขึ้น การเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้า (Front-loading) เพื่อรองรับมาตรการการค้าใหม่ของสหรัฐฯ การขยายตัวของภาคการผลิตในประเทศคู่ค้าสำคัญ รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้แรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งลดลง ขณะที่สินค้าที่ยังขยายตัวได้ดี ได้แก่ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ โทรศัพท์ เครื่องใช้ไฟฟ้า แผงวงจรไฟฟ้า และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีหลังการส่งออกจะเริ่มชะลอตัว เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก เนื่องจากแรงส่งจากการเร่งนำเข้าสินค้าก่อนมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะทยอยลดลง แม้ว่าวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จะยังดำเนินต่อไป โดยประเมินการส่งออกปี 2569 ไว้ 3 กรณี ได้แก่ กรณีต่ำสุดขยายตัว 5% กรณีฐาน 8% และกรณีดีที่สุด 11% ซึ่งขึ้นอยู่กับการขยายตัวของสินค้าเทคโนโลยี ความต่อเนื่องของวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการการค้าของสหรัฐฯ
นายนันทพงษ์ เปิดเผยถึง กรณีรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้ มาตรการภาษีตามมาตรา 301 (Section 301) เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจาก 60 ประเทศ รวมถึงไทย ในอัตรา 10-12.5% นั้น ว่า กระทรวงพาณิชย์และผู้ประกอบการได้ประเมินสถานการณ์ดังกล่าวไว้แล้ว โดยต้องแยกพิจารณาระหว่าง แนวโน้มกับผลกระทบ ซึ่งในระยะสั้นคาดว่าการเร่งนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ (Front-loading) จะทยอยชะลอลง หลังผู้นำเข้ารับทราบอัตราภาษีใหม่และปรับแผนการสั่งซื้อให้สอดคล้องกับมาตรการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม มองว่าผลกระทบต่อการส่งออกไทยโดยรวมจะมีแต่ไม่มาก
“ถ้ามาดูรายละเอียด สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในบัญชี Annex ซึ่งมีประมาณ 1,600 รายการ คิดเป็นสัดส่วนราว 50% ของมูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ยังไม่ได้รับผลกระทบจากภาษีที่เพิ่มขึ้น เพราะสหรัฐฯ ยังจำเป็นต้องใช้สินค้าเหล่านี้รองรับความต้องการด้านเทคโนโลยี ดังนั้นผลกระทบต่อการส่งออกไทยมี แต่ไม่ได้มาก ส่วนที่ต้องจับตาคือสินค้าที่ไม่ได้อยู่ในบัญชียกเว้น และการแข่งขันกับประเทศที่เสียภาษีต่ำกว่า เช่น มาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งเสียภาษี 10% ขณะที่ไทยอยู่ที่ 12.5% แต่ส่วนต่าง 2.5% ในภาพรวมถือว่าไม่ได้มากนัก” นายนันทพงษ์ กล่าว
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่สหรัฐฯ อยู่ระหว่างสอบสวนประเด็น กำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) กระทรวงพาณิชย์ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสหรัฐฯ และยืนยันว่าไทยไม่มีนโยบายอุดหนุนที่บิดเบือนกลไกตลาด โดยอัตราภาษีหรือมาตรการเพิ่มเติมในอนาคตยังขึ้นอยู่กับผลการเจรจาระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้ สนค.ยังคงประเมินว่า การส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอลงจากแรงเร่งนำเข้าที่เริ่มแผ่วลง แต่หากตัวเลขส่งออกในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมยังขยายตัวในระดับเลขสองหลักต่อเนื่อง ก็มีโอกาสที่การส่งออกทั้งปี 2569 จะขยับเข้าใกล้กรณีดีสุดที่ขยายตัว 11% ตามที่ประเมินไว้



