คลังปรับเพิ่ม GDP ปี’69 โต 2.5% รับแรงหนุนส่งออก-ลงทุน-พรก.เงินกู้ ชี้ทรัมป์ปรับเพิ่มภาษีนำเข้า 12.5% ตามมาตรา 301 ยังไม่กระทบส่งออกไทย
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.5% ปรับเพิ่มขึ้นจากการประมาณการในเดือน เม.ย ที่ 1.6% โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการส่งออกที่ฟื้นตัวดีขึ้น การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวสูง และการนำ พ.ร.ก.เงินกู้ประมาณในวงเงิน 2 แสนล้านบาทแรกเข้ามาคำนวณรวมด้วย ทั้งนี้ การประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยในครั้งนี้ตั้งอยู่บน 5 สมมติฐานหลัก ได้แก่
1.เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก 15 ประเทศ คาดว่าขยายตัวได้ดี 3.3% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนด้านเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตลาดพลังงานมีโอกาสปรับเข้าสู่ภาวะปกติเร็วกว่าคาด และการเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก
2.ค่าเงินบาทคาดว่าเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ระดับ 32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยทิศทางของเงินบาทในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกับดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index) เป็นอย่างมาก และแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ รวมถึงเงินทุนไหลออก ล้วนเป็นปัจจัยกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า
3.ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยลดลงอยู่ที่ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับลดคาดการณ์จากเดิมในครั้งก่อนที่ 91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทั้งนี้ แม้ในไตรมาสที่ 3 ราคาน้ำมันอาจยังมีความผันผวนและเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่คาดว่าราคาจะเริ่มมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 เป็นต้นไปยาวไปจนถึงปี 2570
4.จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ คาดว่าทั้งปี 2569 จะมีจำนวนรวม 33 ล้านคน ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้สูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 45,370 บาทต่อทริป ทั้งนี้ ประเทศหลักยังคงเป็นนักท่องเที่ยวจากจีน มาเลเซีย อินเดีย และรัสเซีย ในขณะที่ประเทศระยะไกลจากยุโรปและอเมริกายังคงชะลอการเดินทางเนื่องจากปัญหาความไม่สงบของสงครามและค่าโดยสารเครื่องบินที่อยู่ในระดับสูง
และ 5.การใช้จ่ายภาคสาธารณะรวม 4.45 ล้านล้านบาท สะท้อนถึงการปรับปรุงแผนการเบิกจ่ายและมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายของภาครัฐ รวมถึงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ โดยปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลตั้งเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณไว้ที่ 95% ของวงเงินทั้งหมด
นายวินิจ กล่าวว่า กระทรวงการคลังตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพและมุ่งมั่นขับเคลื่อนให้ปี 2569 เป็นปีแห่งการลงทุน โดยประเทศไทยได้ประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่องผ่านการอนุมัติสิทธิประโยชน์ กลไกการเร่งรัดการลงทุน (Thailand FastPass) ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และการจับคู่ธุรกิจของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยจุดเด่นที่ทำให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนได้สูงมาจากความพร้อมในเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่โดดเด่นในภูมิภาคและจุดยืนของประเทศที่มีความเป็นกลางเชิงรุก (Active Neutrality) ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน
ทั้งนี้ ยังควรติดตามปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ 1.ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความผันผวนสูงและอาจทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง 2.ความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้าใหม่หลังจากอัตราภาษีศุลกากรชั่วคราวของสหรัฐฯ ทั้งนี้ วันที่ 24 ก.ค. สหรัฐเพิ่งปรับอัตราการเก็บภาษีนำเข้า ภายใต้มาตรา 301 เพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 12.5% และ 3.สถานการณ์ซุปเปอร์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูงและภัยแล้งในช่วงปลายปี
นายวินิจ กล่าวว่า นโยบายกีดกันทางการค้าใหม่ของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐฯ ในระยะนี้ประเมินว่ายังไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยมากนัก เพราะไม่ใช่ประเทศไทยประเทศเดียวแต่ยังมีประเทศคู่ค้าหลัก 60 ประเทศ โดยเน้นไปที่ประเด็นการบังคับใช้แรงงานซึ่งในส่วนของไทยนั้น ถูกปรับอัตราการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 12.5% ถือเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นไม่มาก ทั้งนี้ ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งทางการค้าที่สำคัญอย่างเวียดนาม ก็ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 12.5% เช่นเดียวกัน ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยไม่ได้เสียเปรียบมากนัก อย่างไรก็ดี สินค้าหลายรายการของไทยยังได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า เช่น ผลิตภัณฑ์จากพืชและสัตว์ น้ำตาลและผลิตภัณฑ์จากน้ำตาล เหล็ก เศษอลูมิเนียม ตลอดจนยาและส่วนประกอบของยา
นายวินิจ กล่าวว่า แม้ผลกระทบโดยตรงในระยะสั้นอาจจะยังมีไม่มาก แต่มาตรการดังกล่าวถือเป็นความเสี่ยงต่อแนวโน้มการค้าโลก เพราะเป็นการใช้ทั้งมาตรการทางภาษีและไม่ใช่ภาษีเข้ามากดดันการค้าเสรี ซึ่งจะส่งผลกระทบไปถึงต้นทุนการผลิต และบีบให้ต้องมีการปรับตัวของโซ่อุปทาน ในระยะต่อไป นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) และการสวมสิทธิส่งออก (Transshipment) หรือการรับสินค้าจากประเทศอื่นมาเพื่อส่งออกต่อโดยไม่ได้เป็นผู้ผลิตเอง ซึ่งทางการกำลังเร่งเข้าไปตรวจสอบข้อมูลในภาคอุตสาหกรรมว่ามีกระบวนการอย่างไร เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ปัญหา ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งดำเนินการเจรจากับทางสหรัฐฯ อย่างเต็มที่เพื่อติดตามผลและลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น

