ส.อ.ท. ลดเป้าผลิตรถปี 69 เหลือ 1.45 ล้านคัน หวั่นไทยเสียเปรียบ หากสหรัฐ เก็บภาษี 12.5%
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปของไทยในเดือนมิถุนายน 2569 มีจำนวน 81,526 คัน ลดลง 7.45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 58,239.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.39% พร้อมกันนี้ ส.อ.ท.ได้ปรับลดประมาณการผลิตรถยนต์ของประเทศไทยในปี 2569 ลงเหลือ 1,450,000 คัน จากเดิม 1,500,000 คัน หรือลดลง 3.33% หลังปรับลดเป้าหมายการผลิตเพื่อการส่งออกจาก 950,000 คัน เหลือ 900,000 คัน หรือลดลง 5.26% ขณะที่ประมาณการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศยังคงไว้ที่ 550,000 คัน
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การปรับลดเป้าหมายการผลิตเพื่อการส่งออกเป็นผลจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนและมีแนวโน้มยืดเยื้อ ส่งผลให้การส่งออกรถยนต์ไปยังตลาดตะวันออกกลางในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ลดลง 38.35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลกระทบของการปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้าและการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจโลกยังผันผวน ประกอบกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากรถยนต์ไฟฟ้าของจีนในตลาดส่งออกสำคัญ ทั้งอาเซียน ออสเตรเลีย โอเชียเนีย และภูมิภาคอื่น ๆ รวมถึงประเทศคู่ค้าที่ทยอยยกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษของรถยนต์ให้เข้มงวดมากขึ้น
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท.ได้ปรับเพิ่มประมาณการผลิตรถจักรยานยนต์ในปี 2569 จาก 2,000,000 คัน เป็น 2,050,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 2.50% โดยปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศจาก 1,600,000 คัน เป็น 1,650,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 3.13% ส่วนประมาณการผลิตเพื่อการส่งออกยังคงไว้ที่ 400,000 คัน
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ตลาดส่งออกรถจักรยานยนต์ของไทยกระจายอยู่ในหลายภูมิภาค จึงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามค่อนข้างจำกัด และยังคงมีคำสั่งซื้อเป็นไปตามแผน ขณะที่ยอดขายในประเทศมีแนวโน้มขยายตัว โดยคาดว่าตลาดรวมรถจักรยานยนต์ในประเทศปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 1.75 ล้านคัน ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนตลาดรถจักรยานยนต์ ได้แก่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่ช่วยเพิ่มการใช้จ่ายในประเทศ ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงซึ่งทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้รถจักรยานยนต์มากขึ้น รวมถึงการเกิดผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อย (Microfinance) รายใหม่ ที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้สะดวกขึ้น
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า กรณีรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศเตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจาก 60 ประเทศ ในอัตรา 10-12.5% ซึ่งไทยอาจถูกจัดเก็บในอัตรา 12.5% ว่า เบื้องต้นมองว่ายังไม่เห็นผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย เนื่องจากมาตรการดังกล่าวน่าจะส่งผลต่อสินค้าประเภทอื่นมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม หากอัตราภาษีของไทยอยู่ที่ 12.5% ขณะที่บางประเทศถูกจัดเก็บเพียง 10% ไทยอาจเสียเปรียบด้านการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ซึ่งมองว่า การแข่งขันด้านการส่งออกอาจเข้มข้นขึ้น หากมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ แต่ทั้งนี้ ต้องรอความชัดเจนว่ามาตรการจะสิ้นสุดที่อัตราดังกล่าวหรือจะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม หากมีการเจรจา ซึ่งล่าสุดเห็นว่า ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เดินทางไปที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งต้องอย่างใกล้ชิดว่าจะมีการเจรจาที่จะสามารถลดผลกระทบหรือปรับเงื่อนไขได้มากน้อยเพียงใด


