หน้าแรก เศรษฐกิจ นักวิชาการมอง...

นักวิชาการมองสหรัฐเก็บภาษีสินค้าไทย 12.5% สะเทือนส่งออกไทย กระทบ 1 ล้านล้านบาท

24.07.26 | 14:33 น.
REUTERS/Evelyn Hockstein

‘อัทธ์’ มองสหรัฐเก็บภาษีสินค้าไทย 12.5% สะเทือนส่งออกไทย กระทบ 1 ล้านล้านบาท

วันที่ 24 กรกฎาคม รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เผยมุมมองกรณีสหรัฐฯ เก็บภาษีสินค้าไทยเพิ่ม 12.5% สะเทือนการส่งออกไทยปี 2569 ดังนี้

สิ้นสุดภาษี 10% (ม.122) แต่เริ่มภาษีใหม่ 12.5% (ม.301)

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เป็นวันสิ้นสุดมาตรการเก็บภาษีนำเข้าชั่วคราวอัตรา 10% ตามมาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้า ค.ศ. 1974 (Trade Act of 1974) ซึ่งเริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นระยะเวลา 150 วัน สหรัฐ นำมาตรา 122 มาใช้เป็นฐานกฎหมายชั่วคราวแทนภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ซึ่งเดิมอาศัยกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ภายหลังศาลฎีกาสหรัฐ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีนำเข้า เมื่อมาตรการตามมาตรา 122 ครบกำหนด สหรัฐ จึงนำมาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้า ค.ศ. 1974 มาใช้รับช่วงต่อ โดยเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม 12.5% จากสินค้านำเข้าของไทย ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ยกเว้นสินค้าบางรายการที่ระบุไว้ในประกาศของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ซึ่ง USTR ให้เหตุผลว่า ประเทศไทยยังไม่มีและไม่ได้บังคับใช้ข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิผล สหรัฐ จึงวินิจฉัยว่าแนวปฏิบัติดังกล่าวไม่สมเหตุสมผล และสร้างภาระหรือจำกัดการค้าของสหรัฐฯ อันเป็นเหตุให้สามารถดำเนินมาตรการตอบโต้ตามมาตรา 301 ได้

ภาษีมาตรา 301 อัตรา 12.5% เป็นภาษีที่เรียกเก็บเพิ่มเติมจากอัตราภาษีนำเข้าปกติของสินค้าแต่ละชนิด แต่ไม่เรียกเก็บซ้อนกับภาษีชั่วคราว 10% ตามมาตรา 122 ซึ่งสิ้นสุดลงแล้ว ทั้งนี้ สินค้าบางรายการได้รับการยกเว้น เช่น สินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการภาษีเฉพาะรายอุตสาหกรรมตามมาตรา 232 และสินค้าที่ได้รับการยกเว้นตามพิกัดศุลกากรที่ USTR กำหนดไว้ ส่วนการสอบสวนเรื่องกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมส่วนเกินเป็นการสอบสวนมาตรา 301 อีกชุดหนึ่ง ซึ่งยังไม่ใช่เหตุผลในการเรียกเก็บภาษี 12.5% รอบนี้ และอาจนำไปสู่มาตรการภาษีเพิ่มเติมในอนาคตได้

 สินค้าใดถูกเก็บภาษีมาตรา 301 เพิ่ม 12.5%

Advertisement

USTR กำหนดให้สินค้าไทยที่ส่งไปสหรัฐ ต้องเสียภาษีเพิ่มอีก 12.5% เกือบทุกประเภท ยกเว้นสินค้าบางรายการที่ได้รับการยกเว้นตามประกาศของ USTR ส่วนสินค้าหลักๆ 11 รายการในตารางที่ 1 เป็นกลุ่มขึ้นเพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์ ไม่ใช่รายการสินค้าที่ USTR ระบุไว้ทั้งหมด เหตุผลของ USTR วินิจฉัยว่า ประเทศไทยยังไม่มีและไม่ได้บังคับใช้ข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตทั้งหมดหรือบางส่วนโดยใช้แรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิผล USTR เห็นว่าการไม่มีมาตรการดังกล่าวอาจเปิดโอกาสให้สินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับเข้าสู่ตลาดหรือห่วงโซ่การผลิตของประเทศคู่ค้า ทำให้ผู้ผลิตที่ไม่ใช้แรงงานบังคับเสียเปรียบด้านต้นทุน
กลุ่มสินค้าไทยที่อยู่ในข่ายเสี่ยงถูกเก็บภาษีมาตรา 301 เพิ่ม 12.5% ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า(เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เตาไมโครเวฟ)

อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์(คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล แผ่นวงจรพิมพ์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่อยู่ในบัญชียกเว้น) เครื่องจักรและอุปกรณ์(เครื่องจักรอุตสาหกรรม ปั๊ม เครื่องอัดอากาศ และอุปกรณ์ประกอบ) ผลิตภัณฑ์ยาง (ยางรถยนต์ ถุงมือยาง และผลิตภัณฑ์ยางแปรรูป)

ผลิตภัณฑ์พลาสติก(บรรจุภัณฑ์พลาสติก เครื่องใช้พลาสติก และชิ้นส่วนพลาสติก) อาหารแปรรูป( อาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูป ซอส เครื่องปรุง และผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่อยู่ในบัญชียกเว้น) อาหารทะเล ( กุ้ง ปลาทูน่า อาหารทะเลสด แช่แข็ง หรือแปรรูปที่ไม่อยู่ในพิกัดยกเว้น)

ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว(ข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวที่ไม่อยู่ในบัญชียกเว้น) สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม(เสื้อผ้า ผ้าผืน รองเท้า และผลิตภัณฑ์สิ่งทอ) เฟอร์นิเจอร์และของใช้ในบ้าน(เฟอร์นิเจอร์ ที่นอน และของตกแต่งบ้านที่ไม่อยู่ในบัญชียกเว้น) อัญมณีและเครื่องประดับ(เครื่องประดับทองและเงิน อัญมณีเจียระไน และผลิตภัณฑ์ที่ไม่อยู่ในบัญชียกเว้น)

ตารางที่ 1 : กลุ่มสินค้าไทยที่อยู่ในข่ายเสี่ยงถูกเก็บภาษีมาตรา 301 เพิ่ม 12.5%

ภาษี

สำหรับกลุ่มสินค้าตัวอย่างที่ได้รับการยกเว้นจากภาษีเพิ่มเติม 12.5% ตามมาตรา 301 ประกอบด้วยสินค้าจำเป็นและวัตถุดิบบางรายการ เครื่องบินพลเรือนและชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมยา ตลอดจนสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการภาษีรายอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม ทองแดง รถยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ไม้ และเซมิคอนดักเตอร์บางประเภท เป็นต้น

ตารางที่ 2 : สินค้าส่งออกไทยที่ได้รับยกเว้นภาษีมาตรา 301

ภาษี

 

ทั้งนี้ การยกเว้นดังกล่าวเป็นการยกเว้นเฉพาะภาษีเพิ่มเติม 12.5% ตามมาตรา 301 เท่านั้น สินค้าบางรายการอาจยังต้องเสียภาษีนำเข้าปกติ ภาษีตามมาตรา 232 ภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด หรือภาษีตอบโต้การอุดหนุน และต้องตรวจสอบสิทธิยกเว้นตามพิกัดศุลกากรของสหรัฐฯ เป็นรายสินค้า.

โดยสินค้าส่งออกไทยที่ได้รับยกเว้นภาษีมาตรา 301 ได้แก่ สินค้าที่อยู่ระหว่างขนส่ง(เงื่อนไข คือ ออกจากท่าเรือต้นทางก่อนเวลา 00.01 น. วันที่ 24 ก.ค. 2569 และผ่านพิธีการนำเข้าก่อนเวลา 00.01 น. วันที่ 28 ก.ค. 2569) สินค้าจำเป็นและวัตถุดิบตามพิกัด( เงื่อนไขคือ สินค้าเกษตร อาหาร พลังงาน แร่ธาตุ ปุ๋ย และเคมีภัณฑ์บางพิกัด) เครื่องบินพลเรือนและชิ้นส่วน( เงื่อนไขคือ เครื่องบินที่ไม่ใช่เครื่องบินทหาร เครื่องยนต์ ชิ้นส่วน อุปกรณ์ประกอบ และเครื่องจำลองการบิน) สินค้าที่ใช้ในอุตสาหกรรมยา( เงื่อนไข คือ ยา วัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์สำหรับการผลิตยาตามพิกัดที่กำหนด) สินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232( เงื่อนไขคือ เหล็ก อะลูมิเนียม ทองแดงและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องบางประเภท) รถยนต์และชิ้นส่วนที่อยู่ภายใต้มาตรา 232(เงื่อนไขคือ รถยนต์นั่ง SUV รถตู้ รถกระบะ รถบรรทุก และชิ้นส่วนตามพิกัดที่กำหนด) ผลิตภัณฑ์ไม้บางประเภท(เงื่อนไข เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้มาตรการรายอุตสาหกรรมตามพิกัด) เซมิคอนดักเตอร์บางประเภท(เงื่อนไขคือ สินค้าเซมิคอนดักเตอร์ที่กำหนดไว้ภายใต้มาตรการรายอุตสาหกรรม) สิ่งของบริจาคเพื่อมนุษยธรรม (เงื่อนไข คือ อาหาร เสื้อผ้า และยาเพื่อบรรเทาความทุกข์ของมนุษย์) สื่อและวัสดุข้อมูล ( หนังสือ สิ่งพิมพ์ ภาพยนตร์ ภาพถ่าย งานศิลปะ แผ่นบันทึกข้อมูล และข่าวสาร) ของใช้ส่วนบุคคลในสัมภาระ(ของใช้ส่วนบุคคลที่ผู้เดินทางนำติดตัวเข้าสหรัฐฯ)

สินค้าไทยเสี่ยงถูกเก็บภาษี 12.5% กระทบมูลค่าส่งออกกว่า 1 ล้านล้านบาท

จากข้อมูลการส่งออกปี 2025 ของไทยไปสหรัฐฯ สินค้าไทย 11 กลุ่มหลักที่อาจอยู่ภายใต้ภาษีมาตรา 301 มีมูลค่าส่งออกตลอดทั้งปีประมาณ 58,570 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อประเมินเฉพาะเดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2569 รวม 5 เดือน คาดว่าจะมีมูลค่าส่งออกเสี่ยงที่ถูกเก็บภาษี 12.5% ประมาณ 24,404 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 829,742 ล้านบาท คิดเป็น 81.11% ของมูลค่าสินค้าไทยทั้งหมดที่คาดว่าจะส่งออกไปสหรัฐฯ ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยกลุ่มสินค้าเสี่ยงที่จะเจอภาษีมากสุดคือ อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ ตามด้วยเครื่องจักรและอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ยาง

หากประเมินสินค้าทุกประเภทที่ไทยส่งออกไปสหรัฐ ในช่วง 5 เดือนดังกล่าว จะมีมูลค่าความเสี่ยงขั้นต้นประมาณ 30,088 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.023 ล้านล้านบาท

ตาราง 3 มูลค่าส่งออกไทยที่มีความเสี่ยงถูกเก็บภาษี 12.5%

ภาษี
หมายเหตุ : (1) พันล้านเหรียญ (2) พันล้านบาท ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 34 บาท/ดอลล่าร์

 มาตรา 301 อาจทำให้การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ลดลง 4-6 % กระทบส่งออกรวมลดลง 0.8-1.2%

ปี 2568 ไทยส่งออกไปสหรัฐ มูลค่าประมาณ 72,212 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 31.6% จากปีก่อน สำหรับปี 2569 การเรียกเก็บภาษีมาตรา 301 อัตรา 12.5% ในช่วง 5 เดือนที่เหลือ คาดว่าอาจทำให้อัตราการขยายตัวของการส่งออกไทยไปสหรัฐ ลดลงประมาณ 4-6 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีมาตรการภาษี
หากไม่มีมาตรการภาษีและการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2569 ยังสามารถขยายตัวได้ใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ประมาณ 31.6% ผลจากภาษีมาตรา 301 อาจทำให้อัตราการขยายตัวลง 4-6 จุดเปอร์เซ็นต์ ทำให้การส่งออกขยายตัวเหลือประมาณ 25.6-27.6%

ปี 2569 คาดว่าการส่งออกไทยโดยรวมจะขยายตัวประมาณ 8% อย่างไรก็ตาม ภาษีมาตรา 301 อัตรา 12.5% อาจทำให้อัตราการขยายตัวของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ลดลงประมาณ 4-6 จุดเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากตลาดสหรัฐ มีสัดส่วนประมาณ 21% ของการส่งออกไทยทั้งหมด จึงคาดว่าจะทำให้อัตราการขยายตัวของการส่งออกไทยโดยรวมลงประมาณ 0.8-1.2% ส่งผลให้การส่งออกไทยปี 2569 อาจขยายตัวเหลือประมาณ 6-7%

ข้อเสนอแนะสำหรับ 5 เดือนที่เหลือ ปี 2569

  1. จัดทำรายชื่อสินค้าและพิกัดที่ถูกเก็บภาษีและได้รับยกเว้นให้ชัดเจน
  2. ตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของผู้ส่งออก 11 กลุ่มสินค้าหลัก
  3. ออกหนังสือรับรองแหล่งที่มาของวัตถุดิบและกระบวนการผลิต
  4. เร่งเจรจากับ USTR เพื่อขอลดอัตราภาษีจาก 12.5%
  5. จัดสินเชื่อและมาตรการรักษาสภาพคล่องแก่ผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบ