หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกนิติ ชงเลิ...

เอกนิติ ชงเลิก แลนด์บริดจ์ กังวลสิ่งแวดล้อม ความโปร่งใส มีความเป็นไปได้ในทางธุรกิจที่ต่ำ

25.07.26 | 06:00 น.

สหรัฐรีดภาษีนำเข้า 60 ปท.ไทยโดน 12.5% อ้าง ม.301ใช้แรงงานบังคับ สภาอุตฯ ชง4ข้อรับมือ คลังคาดศก.ปี69 โต 2.5% “เอกนิติ”ชงเลิกแลนด์บริดจ์

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สหรัฐอเมริกาประกาศเก็บภาษีใหม่ 60 ประเทศ อ้างเหตุใช้แรงงานบังคับ ทั้งนี้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ได้ประกาศบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้ภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐปี 1974 ต่อประเทศคู่ค้า 60 แห่ง โดยอ้างเหตุผลว่า ประเทศเหล่านี้ขาดกลไกหรือมาตรการที่เข้มงวดเพียงพอในการห้ามและปราบปรามการนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) โดยมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคมเป็นต้นไป เพื่อทดแทนการเก็บภาษีชั่วคราวเดิมตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าสหรัฐ

สำหรับอัตราภาษีใหม่นี้ ประเทศไทยถูกเรียกเก็บร้อยละ 12.5 อยู่ในกลุ่มที่ 2 เนื่องจากยังไม่มีกรอบความร่วมมือ หรือมาตรการทางกฎหมายที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของสหรัฐ โดยนอกเหนือจากไทยแล้ว ประเทศที่อยู่ในกลุ่มที่ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราดังกล่าวยังรวมถึงจีนด้วย ซึ่งจะครอบคลุมสินค้านำเข้าของสหรัฐร้อยละ 99.4 แต่มีข้อยกเว้นการเรียกเก็บภาษีกับสินค้าหลายรายการ เช่น น้ำมันก๊าซ ปุ๋ย และอาหารบางประเภท

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท.ติดตามมาตรการภาษีของสหรัฐอย่างใกล้ชิด และว่ามาตรการดังกล่าว มีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมไทย เนื่องจากสหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของประเทศ โดยในช่วงเดือนมกราคม–พฤษภาคม 2569 ไทยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐมูลค่าประมาณ 38,037 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 40.31 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23.5 ของมูลค่าการส่งออกไทยทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีจึงอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐค่อนข้างมาก เช่น อาหารและอาหารแปรรูป ชิ้นส่วนรถยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น

“การประเมินผลกระทบจำเป็นต้องพิจารณาเป็นรายพิกัดสินค้า เนื่องจากมาตรการดังกล่าวมีข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางประเภท รวมถึงสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 อยู่แล้ว ดังนั้น ส.อ.ท.จะเร่งหารือร่วมกับ พณ. กลุ่มอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเมินขอบเขตสินค้าที่ได้รับผลกระทบ ภาระต้นทุนภาษี แนวโน้มคำสั่งซื้อ และผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอย่างรอบด้าน เพื่อประกอบการพิจารณานำเสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ตรงความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม” นางพิมพ์ใจ กล่าว

Advertisement

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า การรับมือกับมาตรการทางการค้าของสหรัฐไม่ควรมองเฉพาะมาตรา 301 เป็นรายประเด็น แต่ต้องกำหนดเป็นยุทธศาสตร์การค้าระยะยาวของประเทศ และเตรียมความพร้อมใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.การกระจายความเสี่ยงด้านตลาด (Market Diversification) เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป 2. การยกระดับการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะด้านแรงงาน สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และแหล่งกำเนิดสินค้า 3.การเพิ่มมูลค่าสินค้าและการพัฒนานวัตกรรม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันแม้เผชิญต้นทุนภาษีที่สูงขึ้น และ 4.การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้มากขึ้น เชื่อมั่นว่าการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐหรือ ART ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการพณ. และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง จะมีส่วนสำคัญในการเจรจาไปสู่ข้อสรุปที่สมดุล เป็นธรรม เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย

ด้านนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวที่ร้อยละ 2.5 ปรับเพิ่มขึ้นจากการประมาณการในเดือนเมษายนที่ร้อยละ 1.6 โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการส่งออกที่ฟื้นตัวดีขึ้น

วันเดียวกัน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงสรุปผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ว่า จากที่นายกฯให้ดำเนินการศึกษา ขณะนี้ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นก่อนเวลาที่กำหนด 90 วัน โดยคณะกรรมการชุดต่างๆ สรุปว่าโครงการแลนด์บริดจ์มีความเป็นไปได้อยู่ในระดับต่ำ และอาจก่อให้เกิดผลกระทบภาระงบประมาณ ซึ่งมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง

“เพราะจากการศึกษา เมื่อมีผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้การค้าโลกลดลง ผลตอบแทนที่เคยมองว่าเป็นบวก อาจจะเป็นลบได้ ทำให้มีความเสี่ยงสูง รวมถึงมีความเสี่ยงในเรื่องคู่แข่งและการจัดการ ซึ่งจากเดิมคาดว่าจะมีสายเรือต่างๆ ย้ายมาทางเรา แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้น้อย เพราะสายการเดินเรือต่างๆ มีพันธมิตรไปเรียบร้อย” นายเอกนิติ กล่าวและว่า ขณะเดียวกัน ยังพบว่ามีความเสี่ยงในการบริหารจัดการเรื่องความเร็วการเคลื่อนย้ายที่ค่อนข้างช้า ส่วนความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม พบว่ามีค่อนข้างสูง และจำเป็นต้องดูแลผลกระทบในภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ให้มากกว่านี้

นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเด็นที่น่ากังวลคือ เรื่องสิ่งแวดล้อม และความโปร่งใส และมีกลุ่มที่คัดค้านคือกลุ่มอนุรักษ์ทางทะเล สุดท้ายจึงมีมติว่า โครงการดังกล่าวมีความเป็นไปได้ในทางธุรกิจที่ต่ำ และเสี่ยงในเรื่องผลกระทบค่อนข้างสูง และยังมีความเห็นต่างในสังคม แต่เมื่อภาคเอกชนยังมีความต้องการในภาคใต้ทางออกทะเลฝั่งอันดามัน ซึ่งปัจจุบันมีท่าเรือระนอง โดยยังมีความต้องการใช้ท่าเรือดังกล่าวอยู่ ฉะนั้น จึงมีการให้พิจารณาไปดำเนินการปรับปรุง เพื่อใช้ท่าเรือระนองให้เป็นไปตามศักยภาพ รวมถึงพิจารณาเชื่อมโยงเรื่องทางรถไฟ ที่จะเชื่อมต่อไปยังท่าเรือระนอง และระบบการขนส่งทางราง หรือ Missing Link ที่สามารถใช้โอกาสเชื่อมโยงไปทางเหนือขึ้นไปประเทศจีน รวมถึงเชื่อมโยงไปยังท่าเรือฝั่งตะวันออก ยังมีข้อเสนอในเรื่องการลงทุนขนาดใหญ่ว่า ควรเริ่มต้นพิจารณาจากยุทธศาสตร์ของแต่ละประเทศให้ชัดเจน ก่อนที่หน่วยงานใดจะศึกษาโครงการต่างๆ

เมื่อถามว่า สรุปว่าเป็นการพับแผนโครงการแลนด์บริดจ์ใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า จะว่าอย่างนั้นก็ได้ และจะนำรายงานสรุปเสนอต่อนายกฯ หากเห็นชอบ จะนำเสนอต่อที่ประชุม ครม.ต่อไป