หน้าแรก เศรษฐกิจ นักวิชาการชี้...

นักวิชาการชี้ ไทยยังไม่เสียเปรียบคู่แข่ง แม้ทรัมป์งัด ม.301 เก็บภาษี 12.5% บีบคู่ค้า

25.07.26 | 14:01 น.

นักวิชาการชี้ ไทยยังไม่เสียเปรียบคู่แข่ง แม้ทรัมป์งัด ม.301 เก็บภาษี 12.5% บีบคู่ค้า

นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เปิดเผยถึง กรณีที่สหรัฐอเมริกาประกาศเริ่มใช้ม.301 รอบใหม่ เตรียมเก็บภาษี 10-12.5% กับ 60 ประเทศคู่ค้า รวมถึงประเทศไทยโดยประเทศไทยจะถูกเก็บภาษีนำเข้า 12.5% ว่า การกลับมาใช้มาตรา 301 มีสาเหตุสำคัญจากก่อนหน้านี้ ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยให้มาตรการภาษีเดิมที่รัฐบาลประธานาธบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้เรียกเก็บเมื่อปีก่อน ซึ่งไทยถูกเก็บภาษี 19% ไม่สามารถบังคับใช้ต่อได้ ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเปลี่ยนมาใช้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งให้อำนาจจัดเก็บภาษีได้เพียง 150 วัน และเมื่อครบกำหนด จึงจะหันมาใช้มาตรา 301 ต่อซึ่งไม่มีข้อจำกัดด้านระยะเวลา

“รัฐบาลทรัมป์จำเป็นต้องหารายได้มาทดแทน ทั้งเพื่อชดเชยรายได้ภาษีที่สูญเสียจากคำตัดสินของศาล และเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือทางการเมือง เพราะไม่ต้องการให้ถูกมองว่าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จึงใช้มาตรา 301 เป็นเครื่องมือในการจัดเก็บภาษีต่อไป ซึ่งจะสร้างรายได้ให้รัฐบาลสหรัฐฯ ได้อีกหลายแสนล้านดอลลาร์ต่อปี” นายสมภพ กล่าว

นายสมภพ กล่าวว่า อีกเหตุผลสำคัญของการใช้มาตรา 301 คือเพื่อกดดันให้ประเทศคู่ค้าที่เคยทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐฯ การเปิดโอกาสให้นักลงทุนอเมริกันเข้ามาลงทุน การให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ รวมถึงการรับปากซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ เช่น ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สินค้าเกษตร ปศุสัตว์ และเครื่องบินโบอิ้ง ตลอดจนการลงทุนในสหรัฐฯ ตามวงเงินที่ตกลงไว้

นายสมภพ กล่าวว่า สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย ตนมองว่า แม้ไทยจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 12.5% แต่คาดว่ายังอยู่ในระดับเดียวกับหลายประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ขณะที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชาถูกจัดเก็บในอัตรา 10% จึงไม่ได้ทำให้ไทยเสียเปรียบด้านการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเวียดนาม ซึ่งมีโครงสร้างการผลิตและการส่งออกใกล้เคียงกับไทย ซึ่งตนเห็นว่าการแข่งขันหลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับต้นทุนการผลิตของแต่ละประเทศมากกว่า เพราะหลายประเทศถูกจัดเก็บภาษีในระดับใกล้เคียงกัน

Advertisement

นายสมภพ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ผู้ที่รับภาระภาษีโดยตรงไม่ใช่ผู้ส่งออกไทย แต่เป็นผู้นำเข้าสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มผลักภาระบางส่วนกลับมายังผู้ส่งออกผ่านการต่อรองราคา และสุดท้ายต้นทุนดังกล่าวจะถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภคชาวอเมริกัน ส่วนแนวโน้มสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้า มองว่า ความไม่แน่นอนจะยังคงดำเนินต่อไปตลอดช่วงที่เหลือของรัฐบาลทรัมป์ และอาจมีการฟ้องร้องมาตรการดังกล่าวเพิ่มเติม เนื่องจากหลายประเทศอาจเห็นว่าการจัดเก็บภาษีไม่สอดคล้องกับหลักการการค้าเสรี ส่วนสำหรับประเทศไทย แม้จะมีการเจรจากับสหรัฐฯ เพิ่มเติม ก็คาดว่าจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญมากนัก เพราะทั้งสองฝ่ายได้เจรจากันมาหลายรอบแล้ว สิ่งสำคัญคือไทยต้องปฏิบัติตามข้อตกลงที่ให้ไว้ ทั้งการเปิดตลาดสินค้า การเปิดรับการลงทุน และการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ตามที่ตกลงไว้

นายสมภพ กล่าวว่า ในช่วงข้างหน้าจากนี้ ไทยจำเป็นต้องตั้งการ์ดให้สูงเนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะยังดำเนินนโยบายที่มีความไม่แน่นอนสูงและคาดการณ์ได้ยาก ส่งผลให้ภาคธุรกิจและภาครัฐต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ตนเสนอให้รัฐบาลวางแนวทางรับมือในหลายด้าน โดยมองว่าการเจรจาการค้าแบบทวิภาคีอาจไม่ได้ผลมากนัก เนื่องจากไทยมีข้อผูกพันจากข้อตกลงเดิมที่ให้ไว้กับสหรัฐฯ ทั้งการเปิดตลาดสินค้า การเปิดรับการลงทุน และการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ จึงควรรักษาคำมั่นสัญญาดังกล่าวควบคู่กับการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ

นายสมภพ กล่าวว่า นอกจากนี้ ไทยควรดำเนินนโยบายการทูตเชิงยุทธศาสตร์ที่มีน้ำหนัก มีศักดิ์ศรี และยึดหลักการ ไม่ใช่มุ่งหวังเพียงการเข้าขอเจรจากับสหรัฐฯ เท่านั้น ขณะเดียวกันควรเร่งสร้างเอกภาพภายในอาเซียน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีการค้าโลก เนื่องจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อประเทศคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ ซึ่งหากอาเซียนสามารถรวมพลังกันได้ จะช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรองและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้