หน้าแรก เศรษฐกิจ พบสัญญาณค้าที...

พบสัญญาณค้าที่ไม่เป็นธรรมแพลตฟอร์มดิจิทัล จ่อใช้มาตรการคุมเข้ม พร้องสอบ 2 คดีกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง

25.07.26 | 14:27 น.

พบสัญญาณค้าที่ไม่เป็นธรรมแพลตฟอร์มดิจิทัล จ่อใช้มาตรการคุมเข้ม พร้องสอบ 2 คดีกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง

 

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พลตำรวจโทพิทยา ศิริรักษ์ กรรมการการแข่งขันทางการค้า เปิดเผยว่า การประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการกำกับดูแลและป้องปรามพฤติกรรมทางการค้าในธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล นัดแรก เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม คณะอนุกรรมการฯ ได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางกำหนดมาตรการเร่งด่วนเพื่อกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะในประเด็นที่กำลังเป็นปัญหากับผู้ประกอบธุรกิจที่ขายสินค้าในแพลตฟอร์ม เช่น การกำหนดเงื่อนไขที่จำกัดทางเลือกในการขนส่งสินค้า หรือการกำหนดค่าธรรมเนียมที่ไม่เป็นธรรม

ด้านการติดตามสถานการณ์ความผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในช่วงเดือนมีนาคม 2569 อันเป็นผลจากการกักตุนสินค้า ส่งผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจในหลายพื้นที่ โดยในระหว่างเดือนเมษายน – กรกฎาคม 2569 สำนักงาน กขค. ร่วมกับกระทรวงพลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมศุลกากร สำนักงานพลังงานจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งติดตามพฤติกรรมของผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงในหลายจังหวัด ซึ่งการลงพื้นที่ดังกล่าวทำให้ได้ข้อมูลจนนำไปสู่มติ กขค. ที่รับเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี 2 เรื่อง ได้แก่

1) กรณีการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในราคาสูงเกินสมควรของคลังน้ำมันในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง ซึ่งเข้าข่ายเป็นการกำหนดราคาขายสินค้าอย่างไม่เป็นธรรมและกีดกันการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 50 (1) และ/หรือมาตรา 57 (1) เป็นความผิดมีโทษทางอาญา

2) กรณีการระงับ ลด หรือจำกัดปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในภาพรวมของประเทศ กรณีผู้ค้าน้ำมันจำกัดการจัดสรรน้ำมันให้แก่ผู้ค้าส่งน้ำมัน (Jobber) โดยอ้างเหตุผลว่าต้องสำรองน้ำมันไว้ให้สถานีบริการในเครือข่ายก่อน ขณะที่สถานีบริการในเครือข่ายก็ไม่ได้รับการจัดสรรน้ำมันเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ทำให้ผู้ค้าส่งและสถานีบริการอิสระในพื้นที่ต้องหันไปจัดหาน้ำมันจากโรงกลั่นเพียงแห่งเดียวที่ยังเปิดจำหน่ายในราคาที่สูงขึ้นและต้องรอรับน้ำมันนานกว่าปกติ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจและประชาชนในวงกว้าง ซึ่งเข้าข่ายเป็นการกำหนดเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม การระงับ ลด หรือจำกัดการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เพื่อลดปริมาณสินค้าให้ต่ำกว่าความต้องการของตลาด และการกีดกันการประกอบธุรกิจของคู่ค้าอย่างไม่เป็นธรรม อันอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 50 (2)(3) และมาตรา 57 (1)(2)(3) เป็นความผิดมีโทษทางอาญา

Advertisement

รองศาสตราจารย์สุธรรม อยู่ในธรรม รองประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า รักษาการแทนประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน กขค. เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนงานเชิงรุกเพื่อกำกับดูแลการแข่งขันใน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1)แพลตฟอร์มดิจิทัล 2) ค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ หรือ Modern Trade 3) บริการเรียกรถโดยสารบนแพลตฟอร์ม (Ride-hailing) และ 4) แพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์ (OTA) โดยปัจจุบันได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการฯ เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และเสนอแนวทางในการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจ รวมถึงตรวจสอบพฤติกรรมทางการค้าที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจดังกล่าวแล้ว ให้เสร็จสิ้นภายในไตรมาสที่ 4

พร้อมทั้งเสนอให้มีการปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติให้มีความชัดเจนและครอบคลุมรูปแบบพฤติกรรมทางการค้าที่มีพลวัต ซึ่งที่ผ่านมา กขค. ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาการดำเนินธุรกิจในพื้นที่หลายจังหวัด ภายใต้โครงการให้ความช่วยเหลือด้านการแข่งขันเคลื่อนที่ หรือ Mobile Competition Clinic พบว่า ผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย รวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมหรือห้องพักในจังหวัดท่องเที่ยวประสบปัญหาเกี่ยวกับธุรกิจ OTA เช่น การยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขกะทันหัน และการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงเกินไป การห้ามตั้งราคาขายห้องพักต่ำกว่าราคาบนแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์ เป็นต้น

สำหรับประเด็นการกำกับดูแลการรวมธุรกิจ กขค. จะมุ่งเน้นการพัฒนาระบบการตรวจสอบและติดตามผลหลังการรวมธุรกิจ (Post-merger Monitoring) จะนำแนวทางจากต่างประเทศที่เรียกว่า ระบบ Trustee คือตัวกลางหรือบริษัทภายนอกมาเป็นผู้ตรวจสอบและติดตามการปฏิบัติตามเงื่อนไขภายหลังการรวมธุรกิจ รวมถึงผลกระทบต่อตลาดที่เกี่ยวข้องกับการรวมธุรกิจด้วย

รองศาสตราจารย์สุธรรม กล่าวว่า การเดินหน้าขับเคลื่อนงานของ กขค. ครั้งนี้ นับเป็นสัญญาณสำคัญในการยกระดับการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า จากเดิมที่เน้นการทำงานเชิงรับ ไปสู่มาตรการเชิงรุกในการตรวจสอบตลาด โดยไม่รีรอให้มีการร้องเรียนเข้ามาก่อน เน้นลงพื้นที่รับฟังปัญหาเชิงลึกจากผู้ประกอบธุรกิจ โดยมีเป้าหมายให้เห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนภายใน 6 เดือนข้างหน้า