ผลกระทบมาตรา 301 ต่อภาคส่งออกไทย เสี่ยงส่งออกชะลอช่วงครึ่งปีหลัง ปัญหากีดกันการค้าจะเกิดจากประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน มากกว่าแรงงานบังคับ เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะขาดดุลสามมิติ เสนอเรียกประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พ.ร.ก.เงินกู้สี่แสนล้านบาท ให้หน่วยงานเสนอโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานรับมือวิกฤติพลังงานระลอกใหม่ รับมือกำแพงภาษีรอบใหม่
เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 26 กรกฎาคม รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชนและรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ต้องมีการประเมินผลกระทบมาตรา 301 ต่อภาคส่งออกไทยให้ชัดเจน และเตรียมการในการรับมือให้ดี คาดว่ามีความเสี่ยงมากขึ้นที่ภาคส่งออกของไทยจะชะลอลงช่วงครึ่งปีหลัง ปัญหากีดกันการค้าจะเกิดจากประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน มากกว่า แรงงานบังคับ กรณีแรงงานบังคับนั้น สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) เสนอจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมสองอัตรา ได้แก่ อัตรา 10% กลุ่มประเทศที่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ หรือมีมาตรการบางส่วนที่ช่วยป้องกันนำเข้าสินค้าดังกล่าวและจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 12.5% สำหรับกลุ่มประเทศที่เหลือ ไทยและเวียดนามอยู่ในกลุ่มประเทศที่อาจเจออัตราภาษี 12.5% ขณะที่อินโดนีเซียและมาเลเซียมีข้อตกลงกับสหรัฐฯเกี่ยวกับการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับไปแล้วจึงไม่เจอภาษีเพิ่มขึ้นจากประเด็นแรงงานบังคับ
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าผลกระทบต่อภาคส่งออกไทยด้วยอัตราภาษีสูงขึ้นจากประเด็นแรงงานบังคับยังจำกัด เพราะเมื่อนำเอารายการสินค้าที่ยังคงได้รับการยกเว้นภาษี (2,120 รายการ ประมาณครึ่งหนึ่งของการส่งออกไทยไปสหรัฐ) ผลกระทบต่อภาพรวมการส่งออกจากประเด็นปัญหาแรงงานบังคับจึงยังจำกัดอยู่ แต่จะมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับการยกเว้น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ อาจกระทบมูลค่าส่งออกได้หากไม่มีการยกระดับมาตรฐานแรงงานให้ดีขึ้น
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวอีกว่า ไทยมีความเสี่ยงมากจากการถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมด้วยอำนาจมาตรา 301 ของสหรัฐ จากประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน โดยสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐอาจตั้งประเด็นนโยบายอุตสาหกรรมของไทยที่มีการอุดหนุนโดยตรง การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ การส่งเสริมการส่งออกของรัฐ ก่อให้เกิดการผลิตที่สูงเกินความต้องการมากๆและมีการระบายสินค้าสู่ตลาดโลกและตลาดสหรัฐ ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตภายในและแรงงานในสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ อาจเชื่อมโยงประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเข้ากับ การลงทุนของกลุ่มทุนจีนในไทย โดยมองว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นการย้ายกำลังการผลิตส่วนเกินของจีนมายังประเทศไทย และใช้เป็นฐานในการระบายสินค้า ส่งออกไปยังสหรัฐฯและตลาดโลก สร้างผลกระทบต่อผู้ผลิตภายในสหรัฐฯ ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินจะกลายเป็นข้ออ้างในการตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้าส่งออกจากไทย และเป็นความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดต่อภาคส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลังโดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน กลุ่มเครื่องจักร และกลุ่มยางพารา เป็นต้น ไทยอาจถูกกดดันให้เปิดตลาดสินค้าต่างๆเพิ่มเติมโดยเฉพาะสินค้าเกษตร รวมทั้งเปิดเสรีผ่อนคลายข้อจำกัดในการถือหุ้นในอุตสาหกรรมบริการโดยเฉพาะอุตสาหกรรมโทรคมนาคม
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวด้วยว่า เป้าหมายในกการเจรจาการค้าจากผลกระทบมาตรา 301 ของสหรัฐฯไม่ใช่การลดอัตราภาษีให้ต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว โดยยอมรับข้อเรียกร้องต่อรองของสหรัฐฯทุกเรื่อง เพราะอาจได้ไม่คุ้มเสีย กระทบต่อผู้ผลิตภายในและประชาชนบางกลุ่มมากเกินไป และต้องระมัดระวังไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับจีนด้วย ขณะที่ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯบางเรื่องอาจจะสอดคล้องกับความต้องการในการเปิดตลาดหรือปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอยู่แล้วก็จะเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ไทยควรมีจุดยืนปฏิเสธข้อเสนอต่อรองเพื่อลดภาษีที่อาจนำไปสู่ผลกระทบวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องที่มีผลต่อระบบสาธารณสุข เช่น สหรัฐ ต้องการผลักดันการคุ้มครองข้อมูลและทรัพย์สินทางปัญญาของการผลิตยาเพิ่มเติม ด้วยการห้ามผู้ผลิตยาสามัญ (Generic) ในไทยนำข้อมูลการทดลองของบริษัทยาต้นแบบมาใช้ขึ้นทะเบียนยาในช่วงเวลาหนึ่ง แม้สิทธิบัตรยาจะหมดอายุแล้ว หากรัฐบาลไทยนำสิ่งนี้ไปต่อรองกับการลดภาษีจะกระทบต่อประชาชนในการเข้าถึงยาสามัญราคาถูก
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะขาดดุลสามมิติ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลงบประมาณ ขาดดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย แม้นส่งออกเดือนมิถุนายนยังขยายตัวได้ดีมากแต่การนำเข้าก็เร่งตัวมากจนทำให้ดุลการค้าขาดดุลมากกว่า -6.5 พันล้านดอลลาร์ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อัตราการขยายตัวส่งออกดีเพราะมีการเร่งนำเข้าก่อนการเพิ่มภาษีระอกใหม่ตามมาตรา 301 จะเกิดขึ้น การรับมือกำแพงภาษีรอบใหม่และปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดด้วยยุทธศาสตร์การลงทุนมีความสำคัญ การพับแผนแลนด์บริดจ์เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของรัฐบาล เพราะโครงการแลนด์บริดจ์ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง การยกเลิกโครงการจะทำให้เกิดโอกาสของทางเลือกในพัฒนาภาคใต้ในโครงการอื่นๆที่คุ้มค่ายั่งยืนกว่า สามารถใช้งบประมาณไปพัฒนาท่าเรือระนองและท่าเรือชุมพร แล้วเชื่อมต่อระบบการคมนาคมขนส่งสินค้าไปยังภูมิภาคต่างๆของอาเซียนและทางภาคตะวันตกของจีน และ พัฒนาเชื่อมโยงรถไฟความเร็วสูงจากจีน มา ลาว มายัง ท่าเรือน้ำลึกระนอง ขณะที่ สงครามปิดช่องแคบฮอร์มูซระลอกใหม่เกิดขึ้นและขยายวงไปยังน่านน้ำทะเลแดง ส่งผลกระทบต่อการขนส่งพลังงานและสินค้า เพิ่มแรงกดดันขาดดุลการค้าของไทยเพิ่มเติม ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงและเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นอีก หากราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวขึ้นไปเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลต่อวิกฤตการณ์พลังงานในประเทศได้
“ควรมีการเตรียมการสำรองน้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากมีการหยุดการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ พ.ร.ก.เงินกู้ไปหลายสัปดาห์ ขอเสนอให้เรียกประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ พ.ร.ก.เงินกู้สี่แสนล้านบาท ด่วน เรากำลังจะเผชิญวิกฤตพลังงานระลอกใหม่ ต้องเรียกหน่วยงานต่างๆ มานำเสนอชี้แจงว่า โครงการและแผนงานเปลี่ยนผ่านพลังงานที่จะใช้เงินกู้จาก พ.ร.ก.ไปถึงไหนแล้ว
รัฐบาลต้องจัดงบลงทุนอย่างน้อย 20% ของงบประมาณรวมและงบลงทุนต้องไม่น้อยกว่าเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล และ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ระบุห้ามขาดดุลเกิน 20% ของงบประมาณ (+80% ของงบคืนหนี้) หมายความว่าเรากู้มากกว่าเราลงทุนไม่ได้ และ เราต้องลงทุนอย่างน้อย 20% แต่การลงทุนอย่างน้อย 20% ของงบประมาณรัฐก็ไม่เพียงพอในการยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เพิ่มสูง ไม่สามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวได้ เราต้องอาศัยการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชน หรือ โครงการร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชน โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐต้องมุ่งไปที่การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน สร้างการจ้างงานที่มีคุณภาพ กระตุ้นธุรกิจอุตสาหกรรมภายในประเทศ ส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานของภาคการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว

