สศอ.เผยดัชนี MPI มิ.ย. ร่วง 3.10% เตือน 8 อุตฯ เฝ้าระวังพิษตะวันออกกลาง-ภาษีทรัมป์ แนะใช้ AI ลดต้นทุน
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ระดับ 94.99 หดตัว 3.10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 57.61% เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมปิโตรเลียมหดตัว ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าขนส่งมีความผันผวน โดยภาพรวมดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ระดับ 95.96 หดตัว 1.79% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 57.47% อย่างไรก็ตาม ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน 2569 ยังมีแรงสนับสนุนสำคัญจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ทยอยฟื้นตัว โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าจำเป็น เช่น น้ำตาล ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด สบู่ และเครื่องสำอาง ซึ่งได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายและลดค่าครองชีพของภาครัฐภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส
นายศุภกิจ กล่าวว่า นอกจากนี้ อุตสาหกรรมที่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูปที่ได้รับแรงหนุนจากกระแสการดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปที่เติบโตตามวิถีชีวิตของสังคมเมืองซึ่งช่วยสนับสนุนภาคการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ขณะที่ ในเดือนมิถุนายนมีเทศกาลฟุตบอลโลก ส่งผลให้อุตสาหกรรมสิ่งทอได้รับแรงหนุนจากความต้องการซื้อเสื้อผ้ากีฬามากขึ้น
นายศุภกิจ กล่าวว่า ด้านระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนกรกฎาคม 2569 “ส่งสัญญาณปกติเบื้องต้น” แม้ว่าในเดือนกรกฎาคม 2569 สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกลับมาตึงเครียดอีกครั้งส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และการค้าระหว่างประเทศ แต่คาดว่าภาคอุตสาหกรรมไทยยังมีแรงสนับสนุนจากปัจจัยภายในประเทศซึ่งยังมีผลดีของโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ ส่วนด้านปัจจัยต่างประเทศ ส่งสัญญาณเฝ้าระวังจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อและความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐอเมริกาที่ขณะนี้ทรัมป์ปรับเพิ่มภาษีนำเข้ากับไทยในอัตรา 12.5% อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกจากความต้องการสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่เติบโตต่อเนื่อง
นายศุภกิจ กล่าวว่า สศอ. ประเมินผลกระทบเนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมาตึงเครียดอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ราคานำ้มันดิบปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่า 80 ดอลลาร์/บาร์เรล และวันที่ 24 ก.ค. อยู่ที่ 92 ดอลลาร์/บาร์เรล ทั้งนี้ สศอ. ประมาณการณ์ฉากทัศน์ไว้ 3 กรณี ที่จะส่งผลต่อจีดีพีภาคอุตสาหกรรม โดยมีข้อสมมติฐานว่าราคานำ้มันดิบจะปรับเพิ่มขึ้นตลอดปี จากระดับนำ้มันดิบราคาเดิมประมาณ 70-80 ดอลลาร์/บาร์เรล ได้แก่ 1.หากราคานำ้มันปรับเพิ่มขึ้น 25% หรือ 100-105 ดอลลาร์/บาร์เรล คาดว่าจีดีพีจะลดลง 0.22% 2.หากราคานำ้มันปรับเพิ่มขึ้น 50% หรือ 120-125 ดอลลาร์/บาร์เรล คาดว่าจีดีพีจะลดลง 0.44% และ 3.หากราคานำ้มันปรับเพิ่มขึ้น 100% หรือ 160 ดอลลาร์/บาร์เรล คาดว่าจีดีพีจะลดลง 0.88%
นายศุภกิจ กล่าวว่า ทั้งนี้ สศอ. ประเมินว่าอุตสาหกรรมที่ต้องเฝ้าระวังผลกระทบจากสงครามความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและมาตรการภาษีสหรัฐ ได้แก่ 1.ปิโตรเคมีและพลาสติก 2.ปุ๋ยเคมี 3.โลหะและผลิตภัณฑ์โลหะ 4.ยานยนต์และชิ้นส่วน 5.เครื่องใช้ไฟฟ้า 6.อิเล็กทรอนิกส์ 7.อาหารและเกษตรแปรรูป และ 8.ยาและการแพทย์ ซึ่งหากสถานการณ์ความขัดแย้งขยายวงกว้างจนส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงและช่องแคบบับเอลมันเดบ จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการขนส่งสินค้า ต้นทุนโลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทานของภาคอุตสาหกรรมไทย
นายศุภกิจ กล่าวว่า เพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการควรเร่งบริหารความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยกระจายแหล่งวัตถุดิบและตลาดส่งออก ลดการพึ่งพาประเทศหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง พร้อมบริหารต้นทุนผ่านการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานชีวมวล รวมทั้งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และเอไอเพื่อลดต้นทุนและการสูญเสียวัตถุดิบ ตลอดจนพัฒนาทักษะแรงงาน ขณะที่ในระยะกลางถึงระยะยาว ควรปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและพลังงาน ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศและผลักดัน Made in Thailand เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว



