ครม.เคาะแผนบิ๊กดาต้าฉบับแรกไทย-ดันศก.โต ปรับเกณฑ์ ‘บัตรคนจน’ ขยายแวต 7% ต่ออีก 1 ปี
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ครม.รับทราบ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) พ.ศ. 2568–2570 ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เสนอ เพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางการพัฒนาประเทศด้านข้อมูลขนาดใหญ่เป็นครั้งแรกของประเทศไทย มุ่งวางรากฐานเศรษฐกิจและสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ยกระดับการตัดสินใจเชิงนโยบาย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเป็นระบบ แผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้ จัดทำโดยสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) เพื่อแก้ไขข้อจำกัดสำคัญของประเทศไทย อาทิ การจัดเก็บข้อมูลที่กระจัดกระจายในหลายหน่วยงาน การขาดบุคลากรด้านข้อมูล และ AI การเชื่อมโยงข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนข้อจำกัดด้านกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า ตั้งเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยข้อมูล และการส่งเสริมบริการและนวัตกรรมที่ประยุกต์ใช้ข้อมูล และ AI ตั้งเป้าให้ภายในปี 2570 มูลค่าทางเศรษฐกิจจากการใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่เติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 จากปีก่อน และยกระดับอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย ในด้านการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ให้อยู่ใน 25 อันดับแรกของโลก แผนดังกล่าว ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในด้านสำคัญ เช่น สุขภาพ การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม การเกษตร และเศรษฐกิจการค้า การพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับบริการภาครัฐ ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรม พร้อมสนับสนุนการสร้างโมเดล AI ภาษาไทยและคลังข้อมูลสำหรับการพัฒนา AI และการพัฒนากำลังคนและยกระดับทักษะด้าน Big Data และ AI โดยตั้งเป้าฝึกอบรมบุคลากรไม่น้อยกว่า 160,000 คน ภายในปี 2570
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (คค.) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง และ นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง แถลงความคืบหน้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภายหลังเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ครม.มีมติให้เลื่อนกำหนดการการอุทธรณ์กรณีผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิมวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เป็นวันที่ 20 กันยายน 2569 นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้ขอให้มีการขยายเวลาของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม จะสามารถใช้สิทธิได้จนถึงวันที่ 30 กันยายนนี้ และผู้ที่ผ่านการคัดเลือกชุดใหม่ จะเริ่มใช้สิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
“ครม.ยังมีมติรับทราบเรื่องกฎเกณฑ์และหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทในสังคมไทย และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากที่สุด” นายสิริพงศ์ กล่าวและว่า หลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ได้พิจารณาให้คือ เกณฑ์อายุรถ โดยรถยนต์ที่มีอายุเกิน 20 ปี มีมูลค่าไม่สูง แต่หากเป็นเก่า รถสะสม เช่น รถคลาสสิก หากใครครอบครองรถเหล่านี้ กรมการขนส่งทางบกจะคัดออก ส่วนรถมอเตอร์ไซค์อายุเกิน 15 ปี ไม่เกิน 300 ซีซี และไม่เข้าข่ายเป็นมอเตอร์ไซค์คลาสสิก จะถอนบัญชีให้ โดยจะแจ้งไปที่กระทรวงการคลัง ไม่ต้องไปอุทธรณ์
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ต้องอุทธรณ์ เช่น รถไม่ได้ใช้ และยังไม่ได้ไปแจ้งยกเลิกทะเบียน ตรงนี้ต้องอุทธรณ์ สามารถอุทธรณ์ได้ที่กรมการขนส่งฯ หรือศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสก็ได้ การทบทวนหลักเกณฑ์ถือเป็นความพยายามของรัฐบาลมาก สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เราได้ค้นพบอีก 2 ล้านกว่าคน ที่เขาไม่เคยได้สิทธิ และเราได้เจอเขา ให้เขาได้กลับมาได้สิทธินี้
นายลวรณ กล่าวว่า วันนี้ ครม.มีมติที่เกี่ยวข้องกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เรื่องแรก คนเดิมที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะสามารถใช้สิทธิได้จนถึงวันที่ 30 กันยายนนี้ จนสิ้นสุดโครงการ ส่วนคนกลุ่มใหม่ที่มีการคัดกรองเข้ามา ไม่ว่าจะเหลือจำนวนเท่าไร จะเริ่มสิทธิในวันที่ 1 ตุลาคม เรื่องที่ 2 มีการขอทบทวนสิทธิค่อนข้างหลากหลาย จึงขยายเวลาไปอีก 1 เดือน จากเดิมที่เปิดให้ทบทวนสิทธิถึงวันที่ 30 กรกฎาคม จะขยายเวลาเป็นวันที่ 30 สิงหาคม และขยับระยะเวลาการยื่นเอกสารจากเดิมภายในวันที่ 16 สิงหาคม เป็น วันที่ 20 กันยายนนี้ ซึ่งคนที่ไม่ผ่านการลงทะเบียนในรอบนี้ 9.3 ล้านคน
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อขยายระยะเวลามาตรการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ออกไปอีก 1 ปี เป็นการขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งกำลังจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2569 ออกไปอีก 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 โดยคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ ร้อยละ 6.3 (ไม่รวมภาษีท้องถิ่น) หรือ ร้อยละ 7 (รวมภาษีท้องถิ่น) เป็นการชั่วคราว สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าทุกกรณี การคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ร้อยละ 7 จะช่วยลดผลกระทบจากภาระค่าครองชีพ ช่วยกระตุ้นการบริโภคของประชาชน


