ไทยเสี่ยงเศรษฐกิจชะงักงัน ควบคู่เงินเฟ้อ ไตรมาส 4 พุ่ง 2.4-3.3%
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม รศ. ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน วิเคราะห์ประเด็นไทยเสี่ยงเศรษฐกิจชะงักงันควบคู่เงินเฟ้อ (Stagflation) ภายใต้สงครามหลายสมรภูมิ ว่า สงครามกำลังขยายวงจากสหรัฐฯ-อิหร่านไปสู่สงครามพลังงานหลายสมรภูมิ เพราะเส้นทางน้ำมันสำคัญของโลกถูกกระทบพร้อมกันทั้งช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางยานบู-บับเอลมันเดบ และทะเลดำ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในอนาคต และเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อโลกและไทย
ตะวันออกกลางผลิตน้ำมัน 30% ของโลก
โลกผลิตน้ำมันประมาณ 106 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตะวันออกกลางผลิตน้ำมันรวม 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นเกือบ 30% ของการผลิตน้ำมันโลก (30 ล้านบาร์เรลต่อวัน) โดยใช้และนำเข้ากระบวนการกลั่นภายในภูมิภาคตะวันออกกลางประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และมีปริมาณส่งออกสุทธิประมาณ 25 ล้านบาร์เรลต่อวัน
เส้นทางขนส่งที่สำคัญที่สุดคือ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งในภาวะปกติรองรับน้ำมันดิบ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมรวมประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือหนึ่งในห้าของการใช้น้ำมันโลก นอกจากนี้มีเส้นทางท่อน้ำมันที่หลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ โดยซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นสองประเทศที่มีระบบท่อส่งน้ำมันขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถนำส่งน้ำมันไปยังท่าเรือนอกช่องแคบฮอร์มุซได้
ท่อ East-West Crude Oil Pipeline หรือ Petroline ของซาอุดีอาระเบีย มีต้นทางจากศูนย์รวบรวมและแปรสภาพน้ำมันที่เมืองอับไกก์ (Abqaiq) ในจังหวัดภาคตะวันออกของซาอุดีอาระเบีย (Eastern Province) ทอดข้ามประเทศจากตะวันออกไปตะวันตกเป็นระยะทางประมาณ 1,200 กิโลเมตร ไปยังเมือง ยานบู (Yanbu) ในจังหวัดมะดีนะฮ์ (Medina Province) บนชายฝั่งทะเลแดง ท่อดังกล่าวสามารถรองรับน้ำมันได้สูงสุดประมาณ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ในจำนวนนี้ประมาณ 2 ล้านบาร์เรลถูกส่งไปใช้ในโรงกลั่นฝั่งตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย จึงเหลือความสามารถในการส่งออกจากยานบูประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ท่อ Habshan-Fujairah Pipeline ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ Abu Dhabi Crude Oil Pipeline (ADCOP) ท่อมีต้นทางจากศูนย์รวบรวมน้ำมัน เมืองฮับชาน (Habshan) ในรัฐอาบูดาบี และทอดยาวประมาณ 400 กิโลเมตร ไปยังท่าเรือฟูไจราห์ในรัฐฟูไจราห์ ซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่งอ่าวโอมานและอยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซ ท่อ Habshan-Fujairah (เมือง Habshan อยู่ในแคว้นอบูดาบี และ Fujairah คือแคว้น) รองรับปกติประมาณ 1.5 ล้าน และสูงสุดประมาณ 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ UAE สามารถส่งน้ำมันลงเรือที่ท่าเรือฟูไจราห์และส่งต่อไปยังตลาดเอเชียได้โดยไม่ต้องเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
โดย ภูมิภาคที่ผลิตน้ำมันโลก 2025 พบว่า อเมริกาเหนือ ผลิต31.8 ล้านบาร์เรล/วัน สัดส่วน 29.90 % ตะวันออกกลาง ผลิต31.0 ล้านบาร์เรล/วัน สัดส่วน 29.10 % ยูเรเชีย ผลิต 13.6 ล้านบาร์เรล/วัน สัดส่วน12.80 % เอเซีย-แปซิฟิกผลิต9.4 ล้านบาร์เรล/วัน สัดส่วน8.90 %
อเมริกากลางและใต้ ผลิต8.9 ล้านบาร์เรล/วัน สัดส่วน8.40 %อัฟริกา ผลิต7.6ล้านบาร์เรล/วันสัดส่วน 7.20 % ยุโรป ผลิต4 ล้านบาร์เรล/ สัดส่วน วัน 3.70% รวมทั่วโลก 106.3 ล้านบาร์เรล/วัน
วิกฤตฮอร์มุซทำการขนส่งน้ำมันลดลง 11.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก่อนสงครามจะเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ มีน้ำมันดิบ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมขนส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้รวมประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมารุนแรงขึ้นอีกในเดือนกรกฎาคม การเดินเรือผ่านฮอร์มุซกลับมาวิกฤตอีกอีกครั้ง โดยอิหร่านจัดตั้ง Persian Gulf Strait Authority (PGSA) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 เพื่อกำหนดระบบใบอนุญาต ตรวจสอบข้อมูลเรือ และควบคุมการเดินเรือผ่านพื้นที่ที่อิหร่านอ้างอำนาจ โดยเรือต้องยื่นข้อมูลล่วงหน้าและใช้เส้นทางที่ PGSA กำหนดเกาะลารัก (Larak) เป็นเส้นทางของการเข้าและออกช่องแคบฮอร์มุข
ในอีกด้านหนึ่ง สหรัฐฯ สนับสนุนการเดินเรือผ่านเส้นทางด้านใต้ของช่องแคบ ซึ่งอยู่ในหรือใกล้น่านน้ำของโอมาน พร้อมใช้กำลังทางเรือคุ้มกันเรือบางส่วน ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซเกิดระบบการเดินเรือสองเส้นทางภายใต้การควบคุมที่แข่งขันกัน
สำหรับปริมาณน้ำมันส่งออกผ่านฮอร์มุช ณ.วันที่ 13 ก.ค.2569 แยกเป็น หากก่อนสงคราม (28 ก.พ. 2569) น้ำมันส่งออกผ่านฮอร์มุซ 20 ล้านบาร์เรล/วัน และจำนวนเรือน้ำมันออกฮอร์มุช 50 ลำ/วัน เทียบ สงครามรอบใหม่ (12 ก.ค. 2569) น้ำมันส่งออกผ่านฮอร์มุซ 8.5 ล้านบาร์เรล/วัน จำนวนเรือน้ำมันออกฮอร์มุช 21 ลำ/วัน มีส่วนต่างน้ำมันส่งออกผ่านฮอร์มุซ(ที่หายไป) 11.5 ล้านบาร์เรล/วัน และจำนวนเรือน้ำมันออกฮอร์มุช (ที่หายไป) 29 ลำ/วัน
ท่อน้ำมัน East-West เลี่ยงฮอร์มุซ: ความเสี่ยงใหม่ที่บับเอลมันเดบ
เมื่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลง ซาอุดีอาระเบียจึงเพิ่มการใช้ ท่อส่งน้ำมันดิบตะวันออก-ตะวันตก (East-West Crude Oil Pipeline) หรือ Petroline เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการส่งออกน้ำมัน ท่อเริ่มต้นจากศูนย์รวบรวมและแปรสภาพน้ำมันที่เมืองอับไกก์ (Abqaiq) ในจังหวัดภาคตะวันออก (Eastern Province) ทอดข้ามประเทศเป็นระยะทางประมาณ 1,200 กิโลเมตร ไปยังเมืองยานบู (Yanbu) ในจังหวัดมะดีนะฮ์ บนชายฝั่งทะเลแดง
ท่อน้ำมัน East-West มีกำลังขนส่งสูงสุดประมาณ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ส่วนหนึ่งประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน สามารถส่งเข้าสู่โรงกลั่นและระบบอุตสาหกรรมบริเวณภาคตะวันตก จึงเหลือกำลังรองรับการส่งออกทางทะเลสูงสุดประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในช่วงเดือนมีนาคม ปริมาณน้ำมันดิบที่ส่งออกจากยานบูเหลือเพียง 3.8-4.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ปัญหาใหม่เกิดขึ้นเมื่อกลุ่มฮูตีในเยเมนประกาศปิดล้อมการขนส่งน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับซาอุดีอาระเบีย พร้อมทั้งโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับเส้นทาง East-West สถานการณ์นี้ทำให้เกิด “วิกฤตคอขวดสองชั้น” กล่าวคือ ซาอุดีอาระเบียสามารถหลีกเลี่ยงฮอร์มุซได้ด้วยการส่งน้ำมันไปยังยานบู แต่กลับเผชิญความเสี่ยงอีกครั้งเมื่อน้ำมันที่จะส่งไปเอเชียต้องผ่านบับเอลมันเดบ หากผ่านบับเอลมันเดบไม่ได้ ต้องอ้อมอย่างไรเรือบรรทุกน้ำมันที่ยานบูไม่สามารถแล่นลงใต้ผ่านบับเอลมันเดบได้ จึงต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทาง ดังนี้
ยานบู -> ทะเลแดงตอนเหนือ ->คลองสุเอซหรือท่อ SUMED -> ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน -> ช่องแคบยิบรอลตาร์ -> ชายฝั่งตะวันตกของแอฟริกา -> แหลมกู๊ดโฮป -> มหาสมุทรอินเดีย -> ตลาดเอเชีย
ทั้งนี้ พิจารณา เส้นทางและเวลาในการขนส่งน้ำมันซาอุฯ (จากยานบู) ไปยังตลาดเอเซีย ต้นทาง-ปลายทาง แยกเป็น
เส้นทางยานบู ไป ไต้หวัน เริ่มบับเอลมันเดบ -> อ่าวเอเดน -> มหาสมุทรอินเดีย -> ช่องแคบมะละกา -> ไต้หวัน ระยะเวลาโดยประมาณ 19 วัน
เส้นทาง ยานบู -> ไต้หวัน เริ่มคลองสุเอซ -> เมดิเตอร์เรเนียน -> ยิบรอลตาร์ -> อ้อมแหลมกู๊ดโฮป -> มหาสมุทรอินเดีย -> ช่องแคบมะละกา -> ไต้หวัน ระยะเวลาโดยประมาณ 48 วัน ดังนั้น ระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น 29 วัน หรือเกือบ 1 เดือน
ยูเครนโจมตีโรงกลั่นรัสเซียและสถานีส่งออก CPC กระทบทั้งดีเซลและน้ำมันดิบ
วิกฤตน้ำมันโลกไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง แต่ขยายไปยังรัสเซียและทะเลดำ (แหล่งผลิตน้ำมันของยูเรเซีย) หลังยูเครนเพิ่มการโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน คลังเชื้อเพลิง ระบบขนส่ง และเรือที่เกี่ยวข้องกับสถานีส่งออกของ Caspian Pipeline Consortium (CPC) การโจมตีดังกล่าวกระทบตลาดพลังงานสองส่วนที่แตกต่างกัน ได้แก่ การโจมตีโรงกลั่นรัสเซียกระทบ ดีเซลและน้ำมันสำเร็จรูป การโจมตีสถานี CPC กระทบ น้ำมันดิบของคาซัคสถาน เป็นหลัก
ก่อนเกิดวิกฤต รัสเซียส่งออกดีเซลในปี 2025 ประมาณ 817,000 บาร์เรลต่อวัน แต่ในช่วงวันที่ 1-10 กรกฎาคม 2569 ปริมาณส่งออกลดลงเหลือประมาณ 234,000 บาร์เรลต่อวันดังนั้น ดีเซลที่หายประมาณ 0.58 ล้านบาร์เรลต่อวัน
น้ำมันตลาดโลกเสี่ยงหายวันละ 16.8 ล้านบาร์เรล
เมื่อรวมทั้ง 3 วิกฤคือ ฮอร์มุช ทะเลแดง และทะเลเคสเปียน สามารถประเมินได้ว่า น้ำมันดิบโลกหายไปวันละ 16.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 16%
สงครามทำเงินเฟ้อไทยปี 2569 เพิ่มขึ้น 2.1-2.6%
การวิเคราะห์เงินเฟ้อไทยในปี 2569 เป็นเท่าไร คำนวณจากราคาน้ำมันโลกก่อนสงคราม (28 กุมภาพันธ์ 2569) อยู่ที่ 70 เหรียญต่อบาร์เรล เมื่อราคาน้ำมันตลาดโลกเพิ่มเป็น 100 เหรียญต่อบาร์เรล เท่ากับเพิ่ม 42.86% และจากการศึกษาของ ธปท. ปี 2551 ประเมินว่า หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 1% ทำให้เงินเฟ้อไทยเพิ่มทันทีประมาณ 0.02 % และเพิ่มเป็น 0.05-0.06% ในไตรมาสที่ 4 เท่ากับ 42.86% x 0.05% = 2.143% และ 42.86% x 0.06% = 2.572%
นั้นหมายความว่า ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 42.86% ทำให้เงินเฟ้อไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 2.14-2.57 % ภายในไตรมาสที่สี่ของปี 2569 เมื่อเทียบกับการคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปก่อนสงครามของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) IMF และ ธนาคารโลก กับผลกระทบของราคาน้ำมันจากสงครามใน 3 สมรภูมิ ทำให้ เงินเฟ้อทั่วไปของไทยปี 2569 อยู่ระหว่าง 2.4-3%
สงครามครั้งนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะตลาดน้ำมัน แต่เพิ่มความเสี่ยงในสามสมรภูมิ คือ ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางยานบู-ทะเลแดง และรัสเซีย-ท่อ CPC ทำให้ปริมาณน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ออกสู่ตลาดโลกลดลงแล้วประมาณ 16.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากวิกฤตยืดเยื้อ ราคาน้ำมันมีโอกาสทรงตัวเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอาจขึ้นสู่ 120-150 ดอลลาร์ หากเกิดการปิดเส้นทางขนส่งหลายจุดพร้อมกัน
สำหรับประเทศไทย ราคาน้ำมันที่เพิ่มจาก 70 เป็น 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือประมาณ 42.9% อาจเพิ่มเงินเฟ้อทั่วไปประมาณ 2.1-2.6% ภายในสี่ไตรมาส เงินเฟ้อไทยปี 2569 อาจอยู่ประมาณ 2.4-3.3%
ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากเงินเฟ้อด้านต้นทุนและภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกัน เพราะไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจึงเพิ่มต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพ ขณะเดียวกันก็กดกำลังซื้อ การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ หากสงครามยืดเยื้อ ความเสี่ยงที่ไทยจะเข้าสู่ภาวะ “เศรษฐกิจโตต่ำแต่เงินเฟ้อสูง” (Stagflation) จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ



