
ทุกครั้งที่คนไทยบ่นว่าของแพง ค่าไฟสูง หรือค่าครองชีพหนักขึ้น เรามักโทษเงินเฟ้อ
แต่บางทีสิ่งที่เรากำลังจ่าย อาจไม่ใช่ต้นทุนทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากเป็นดอกเบี้ยสะสมของปัญหาที่สังคมเลื่อนการแก้ไขมานานเกินไป เมื่ออากาศร้อนขึ้น เราจ่ายผ่านค่าไฟ เมื่อภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้น เราจ่ายผ่านราคาอาหาร เมื่อมิจฉาชีพระบาด เราจ่ายผ่านความเสียหายทางการเงิน เมื่อสังคมแก่ตัวลง เราจ่ายผ่านภาระทางเศรษฐกิจและสวัสดิการที่เพิ่มขึ้น ใบเสร็จเหล่านี้มีชื่อเรียกแตกต่างกัน แต่ล้วนมีต้นทางเดียวกัน นั่นคือ “ความไม่ยั่งยืน”
หลายปีที่ผ่านมา คำว่า ESG (Environmental, Social and Governance) ถูกทำให้เป็นศัพท์ของห้องประชุม นักลงทุน และบริษัทจดทะเบียน จนคนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว ทั้งที่ความจริง ESG คือเรื่องใกล้ตัวที่สุด เพราะทุกครั้งที่สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม สังคมเปราะบาง หรือระบบการกำกับดูแลอ่อนแอ คนที่จ่ายราคาแพงที่สุดไม่ใช่บริษัท แต่คือประชาชน
⦁ESG ไม่ใช่ต้นทุนของธุรกิจ แต่คือ ‘ต้นทุนชีวิต’
ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูงถึงประมาณ 86.7% ของ GDP ในไตรมาสแรกปี 2569 สะท้อนว่าแม้เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัว แต่ครัวเรือนจำนวนมากยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งแม้จะเริ่มปรับลดลง แต่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค ความเปราะบางทางการเงินเหล่านี้ทำให้คนไทยรับมือกับความเสี่ยงใหม่ๆ ได้ยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ ค่าพลังงาน หรือเหตุไม่คาดฝันในชีวิต “ภูมิคุ้มกันของสังคม” กำลังถูกทดสอบหนักขึ้นทุกปี และเมื่อภูมิคุ้มกันลดลง ต้นทุนในการดำรงชีวิตก็เพิ่มขึ้น มิติสิ่งแวดล้อมเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด นี่คือเหตุผลว่าทำไม ESG จึงไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่เป็นเรื่องของ “ค่าใช้จ่ายวันนี้”
⦁สิ่งแวดล้อมที่แย่ลง กำลังทำให้ค่าครองชีพแพงขึ้น
ในอดีตเรามักมองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องของน้ำแข็งขั้วโลกละลาย แต่วันนี้ผลกระทบเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารของคนไทยแล้ว เมื่ออากาศร้อนจัด ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ราคาผัก ผลไม้และอาหารสด ผันผวน เมื่อเกิดภัยแล้งหรืออุทกภัย ต้นทุนการผลิตและการขนส่งก็สูงขึ้น สุดท้ายผู้บริโภคคือผู้รับภาระ เช่นเดียวกับค่าไฟฟ้า เมื่อความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ครัวเรือนก็ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมากขึ้นตามไปด้วย หลายคนจึงเข้าใจผิดว่า ESG คือการ “ยอมเสียเงินเพื่อช่วยโลก” ทั้งที่ในความเป็นจริง ESG คือการลงทุนเพื่อไม่ให้ค่าใช้จ่ายของชีวิตแพงไปกว่านี้ในอนาคต การปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน เลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน ใช้ของให้นานขึ้น หรือซื้อเท่าที่จำเป็น อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่อทำพร้อมกันทั้งประเทศ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล
สังคมที่เข้มแข็งไม่ได้เกิดจากการบริจาค แต่เกิดจากความรับผิดชอบร่วมกัน
ESG ในมิติของสังคม ไม่ได้เริ่มจากเช็คเงินบริจาคหลักล้าน แต่เริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า “วันนี้ เราทำให้คนรอบตัวใช้ชีวิตง่ายขึ้นหรือยากขึ้น” การอุดหนุนร้านค้าในชุมชน การให้โอกาสผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือกลุ่มเปราะบาง การไม่แชร์ข่าวปลอม การไม่ร่วมกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ ล้วนเป็นการสร้าง “ทุนทางสังคม” ที่มีคุณค่ามหาศาล เพราะเศรษฐกิจที่ดี ไม่ได้เกิดจากตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเชื่อมั่นระหว่างผู้คน เมื่อคนเชื่อใจกัน ต้นทุนของสังคมก็ลดลง เมื่อคนไม่เชื่อใจกัน ทุกอย่างก็แพงขึ้น ตั้งแต่ต้นทุนการทำธุรกิจไปจนถึงต้นทุนการใช้ชีวิต
⦁ธรรมาภิบาลไม่ใช่เรื่องของบอร์ดบริษัท แต่คือเรื่องของคนธรรมดา
เมื่อพูดถึง Governance หลายคนนึกถึงกฎหมายและการกำกับดูแลกิจการ แต่ความจริง ธรรมาภิบาลเริ่มจากเรื่องเล็กที่สุด ไม่แซงคิว ไม่โกงภาษี ไม่ซื้อของละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ติดสินบน ไม่เอาเปรียบผู้อื่น สิ่งเหล่านี้อาจดูเล็ก แต่เมื่อเกิดขึ้นซ้ำๆ ก็กลายเป็นวัฒนธรรมของสังคม และวัฒนธรรมคือสิ่งที่กำหนดอนาคตของประเทศ มากกว่ากฎหมายเพียงอย่างเดียว
เดิมบริษัทเป็นผู้กำหนดตลาด แต่วันนี้ผู้บริโภคเป็นผู้กำหนดทิศทางของธุรกิจ ทุกครั้งที่เราเลือกซื้อสินค้า เราไม่ได้ซื้อแค่สินค้า แต่กำลังส่งสัญญาณว่าอยากเห็นธุรกิจแบบไหนเติบโต ธุรกิจที่ดูแลพนักงาน ธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ธุรกิจที่โปร่งใส หรือธุรกิจที่มองกำไรระยะสั้นเพียงอย่างเดียว ทุกการใช้จ่ายจึงเปรียบเสมือน “การลงคะแนนเสียง” และเมื่อผู้บริโภคเปลี่ยน ธุรกิจก็เปลี่ยน
⦁สถาบันการเงินคือฟันเฟืองสำคัญของ ESG
ในอดีตบทบาทของสถาบันการเงินคือการปล่อยสินเชื่อและให้บริการชำระเงิน แต่ในเศรษฐกิจยุคใหม่ บทบาทนั้นกว้างกว่ามาก สถาบันการเงินสามารถช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าประหยัดพลังงาน สนับสนุนการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ส่งเสริมความรู้ทางการเงิน และปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ เพื่อไม่ให้ประชาชนตกอยู่ในวงจรหนี้เกินตัว ในขณะเดียวกัน เมื่อสังคมก้าวสู่ยุคดิจิทัล ความปลอดภัยของข้อมูลและการป้องกันภัยไซเบอร์ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ESG เช่นกัน เพราะ “ความเชื่อมั่น” คือรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล
สำหรับ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) การขับเคลื่อน ESG ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การดำเนินงานภายในองค์กร แต่ยังครอบคลุมการส่งเสริมการใช้จ่ายอย่างรับผิดชอบ การผลักดันการใช้ e-Statement การยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยของธุรกรรมดิจิทัล การให้ความรู้ด้านการเงิน และการออกแบบสิทธิประโยชน์ที่ช่วยให้สมาชิกเข้าถึงสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่ยั่งยืนมากขึ้น เพราะความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อผู้บริโภคสามารถมีส่วนร่วมได้ในชีวิตประจำวัน
⦁ESG ไม่ใช่เรื่องรักษ์โลก แต่คือเรื่องรักษาอนาคตของเรา
หลายคนยังถามว่า “การทำ ESG คุ้มหรือไม่” บางทีเราอาจกำลังตั้งคำถามผิด เพราะคำถามสำคัญไม่ใช่ว่า ESG มีต้นทุนเท่าไร หากคือสังคมไทยจะรับต้นทุนของการไม่มี ESG ได้อีกนานแค่ไหน ทุกครั้งที่เราเพิกเฉยต่อสิ่งแวดล้อม เราจ่ายผ่านค่าอาหารและค่าไฟที่แพงขึ้น ทุกครั้งที่เราปล่อยให้สังคมเปราะบาง เราจ่ายผ่านความเสี่ยงและความไม่มั่นคงที่เพิ่มขึ้น ทุกครั้งที่เรามองข้ามธรรมาภิบาล เราจ่ายผ่านความไม่ไว้วางใจและโอกาสทางเศรษฐกิจที่สูญหายไป โลกไม่เคยส่งใบแจ้งหนี้ในชื่อ ESG แต่ส่งมาในรูปของค่าไฟ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเบี้ยประกัน ค่าซ่อมบ้าน ความเสียหายจากภัยไซเบอร์ และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นทุกปี
-บางใบเสร็จเราจ่ายเป็นเงิน
-บางใบเสร็จเราจ่ายด้วยสุขภาพ
-บางใบเสร็จเราจ่ายด้วยโอกาสของคนรุ่นต่อไป
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราไม่ได้กำลังจ่ายแพงเพราะเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว แต่กำลังจ่ายต้นทุนของความไม่ยั่งยืนที่สังคมปล่อยให้สะสมมานานเกินไป และยิ่งเราเลื่อนการแก้ไขออกไปนานเท่าไร ใบแจ้งหนี้ที่ส่งถึงคนรุ่นหลังก็จะยิ่งแพงขึ้นเท่านั้น

