สรรเพชร ลุย ‘มิสซิงลิงก์’ ภาคใต้ รบ.ทุ่ม 2.7 หมื่นล้าน เชื่อมฝั่งอ่าวไทย-อันดามัน ชุมพร-ระนอง 110 กม.
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมเดินหน้าผลักดันโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ ช่วงชุมพร–ท่าเรือระนอง เพื่อเติมเต็มจุดเชื่อมสำคัญ (Missing Link) ของโครงข่ายระบบรางไทย มุ่งเชื่อมโยงโครงข่ายถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน และด่านชายแดน ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการลงทุนรายโครงการ แต่เป็นการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศลงทุนไว้แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งด้านการเดินทาง การขนส่ง และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ ช่วงชุมพร-ท่าเรือระนอง ถือเป็นจุดเชื่อมยังขาดหายของระบบรางไทย ทำให้โครงข่ายรถไฟสายหลักสามารถเชื่อมต่อกับท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามันได้เป็นครั้งแรก โครงการมีระยะทางประมาณ 110 กิโลเมตร วงเงินลงทุนกว่า 27,000 ล้านบาท แม้จะเป็นเส้นทางระยะสั้นเมื่อเทียบกับโครงการรถไฟสายหลักอื่น แต่เป็นจุดเชื่อมยุทธศาสตร์ จะทำให้การลงทุนด้านระบบรางของประเทศเชื่อมโยงเป็นโครงข่ายเดียวอย่างสมบูรณ์ เสมือนการเติมเต็มชิ้นส่วนสุดท้ายของจิ๊กซอว์คมนาคมไทย
นายสรรเพชญกล่าวว่า เมื่อโครงการแล้วเสร็จ สินค้าจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ จะขนส่งทางรางตรงสู่ท่าเรือระนองได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายเป็นรถบรรทุกช่วงสุดท้าย ช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ลดระยะเวลาขนส่ง เพิ่มความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มทางเลือกการเชื่อมโยงการค้าระหว่างฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน โดยโครงข่ายรถไฟจะสามารถเชื่อมต่อกับท่าเรือสำคัญฝั่งอ่าวไทย ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือมาบตาพุด ควบคู่กับการเชื่อมต่อท่าเรือระนอง ป็นประตูการค้าฝั่งอันดามัน ออกสู่มหาสมุทรอินเดีย เชื่อมโยงการค้ากับประเทศสมาชิก BIMSTEC รวมถึงตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกา รองรับการขยายตัวของการค้าโลก และเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบโลจิสติกส์ไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก ยังมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง ช่วยดึงดูดการลงทุนด้านคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า ธุรกิจโลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ให้ประชาชน รวมถึงเพิ่มโอกาสให้สินค้าเกษตร สินค้าประมง และสินค้าแปรรูปของภาคใต้ เข้าถึงตลาดทั้งในและต่างประเทศได้สะดวกยิ่งขึ้น ด้วยต้นทุนสามารถแข่งขันได้
นายสรรเพชญกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม การผลักดันโครงการจะดำเนินการบนหลักการพัฒนาอย่างสมดุล มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานเกี่ยวข้อง พิจารณาโครงการอย่างรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความคุ้มค่าการลงทุน รวมถึงศึกษาความเหมาะสมของที่ตั้งท่าเรือระนอง ว่าจะใช้ท่าเรือเดิมหรือพัฒนาท่าเรือแห่งใหม่ เพื่อรองรับปริมาณตู้สินค้าและเรือขนาดใหญ่ในอนาคต ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ความคืบหน้าล่าสุดการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ดำเนินการออกแบบรายละเอียดโครงการแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างเสนอรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หากได้รับความเห็นชอบภายในปี 2569 คาดว่าจะเปิดประมูลโครงการได้เร็วที่สุดในปี 2570 ย้ำว่ารถไฟทางคู่สายชุมพร–ท่าเรือระนอง จะเป็นจุดเชื่อมยุทธศาสตร์เติมเต็มโครงข่ายคมนาคมของประเทศ เชื่อมทุกภูมิภาคเข้าสู่ประตูการค้าฝั่งอันดามัน เพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์ รองรับการค้าและการลงทุนในอนาคต เชื่อมประเทศไทยสู่เศรษฐกิจโลก และวางรากฐานการเติบโตของประเทศอย่างมั่นคงในระยะยาว
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลขอยืนยันว่า โครงการ Missing Link ในส่วนรถไฟชุมพร-ท่าเรือระนอง จะยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของทั้งประเทศ เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนในระยะต่อไป จะส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในทุกภาคโดยเฉพาะภาคใต้ มากไปกว่านั้นการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ในด้านอื่นๆ จะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เป็นโครงการสอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การเติมเต็ม Missing Link เพื่อเชื่อมโครงข่ายคมนาคมยังขาด จะดำเนินการทั้งระบบราง ถนน และท่าเรือ ใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาท่าเรือระนอง ขุดลอกร่องน้ำ พัฒนาพื้นที่หลังท่า เชื่อมต่อระบบถนน และก่อสร้างทางรถไฟช่วงชุมพร–ท่าเรือระนอง เพื่อสนับสนุนการพัฒนา Ranong Gateway (ระนองเกตเวย์) เข้ากับโครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศ รวมทั้งเส้นทางไทย-ลาว-จีน และมาเลเซีย-สิงคโปร์ โครงการรถไฟชุมพร-ท่าเรือระนอง มีการศึกษาและออกแบบแล้ว เหลือการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างรอบคอบ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา หากได้รับความเห็นชอบ คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี จึงสะท้อนว่าเป็นโครงการที่มีผลการศึกษาและออกแบบรองรับ สามารถเดินหน้ากระบวนการพิจารณาขั้นต่อไปได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าพัฒนาภาคใต้ในด้านการท่องเที่ยว การแปรรูปสินค้าเกษตร การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับภูมิภาคอื่น ตามกรอบแผนพัฒนาภาคของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

