เอกชนหนุนปรับเกณฑ์บัตรคนจน แนะรัฐตีกรอบมูลค่าหุ้นให้ชัด ย้ำอย่าตั้งเกณฑ์ลดภาระงบ แต่ต้องช่วยเหลือตามความจริง
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยถึงกรณีรัฐบาลปรับเพิ่มรายละเอียดเกณฑ์การคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ครั้งที่ 2 ว่า สำหรับกรณีนักเรียน นักศึกษาที่มีการปรับปรุงข้อมูลโดยไม่นับรวมผู้เรียนในระบบการศึกษานอกระบบ (กศน.) สำหรับผู้เรียนทุกช่วงวัย เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว แต่เสนอแนะว่าภาครัฐควรจัดให้มีมาตรการช่วยเหลือด้านการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาและส่งเสริมการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต ส่วนกรณีหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ ผู้ถือหุ้น หรือกรรมการบริษัท ที่จะไม่นับรวมห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมและวิสาหกิจชุมชน เห็นด้วยกับเกณฑ์นี้ เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวอาจมีผู้เปราะบางหรือผู้มีรายได้น้อยรวมอยู่ด้วย อย่างไรก็ดี อาจต้องนำมูลค่าหุ้นมาพิจารณาประกอบเพิ่มเติมเพื่อความแม่นยำ
นายแสงชัย กล่าวว่า สำหรับกรณีผู้มีบัญชีฝากหลักทรัพย์และตราสารหนี้ ที่ไม่นับรวมบัญชีที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ หรือมีมูลค่ารวมกันต่ำมาก เห็นด้วยในหลักการ แต่ยังคงมีข้อสังเกตว่ามูลค่ารวมกันต่ำมาก ควรมีการกำหนดเกณฑ์และวงเงินตัวเลขที่ชัดเจนว่าเป็นมูลค่าเท่าใด ส่วนกรณีเกณฑ์ยานพาหนะ ที่ไม่นับรวมรถจักรยานยนต์อายุเกิน 15 ปี (เว้นแต่เป็นรถมูลค่าสูงหรือรถสะสม) รวมถึงรถยนต์ รถพ่วง และรถใช้งานเกษตรกรรมที่มีอายุเกิน 20 ปี (เว้นแต่เป็นรถมูลค่าสูงหรือรถสะสม) เห็นด้วยกับการปรับเกณฑ์ดังกล่าว แต่เน้นย้ำว่าการประเมินมูลค่ารถใช้งานเกษตรกรรมที่มีอายุเกิน 20 ปี จะต้องมีวิธีการที่เป็นมาตรฐานและเชื่อถือได้เพื่อความแม่นยำในการคัดกรอง
นายแสงชัย กล่าวว่า ขณะเดียวกัน รัฐบาลขยายระยะเวลาให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมสามารถใช้สิทธิได้ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน และจะให้ผู้ผ่านการคัดกรองรายใหม่เริ่มใช้สิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม โดยปรับเปลี่ยนจากแนวทางเดิมที่จะให้ผู้ไม่ผ่านการคัดกรองย้ายไปใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทยแต่สุดท้ายกลับเลือกให้ใช้สิทธิบัตรคนจนแทนนั้น เห็นว่าผู้ที่ไม่ผ่านการคัดกรองควรได้รับโอกาสและมีช่องทางในการอุทธรณ์ โดยหน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่ประเมินควรแจ้งเหตุผลของการไม่ผ่านให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้สมัครสามารถนำเสนอข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และเปิดโอกาสให้มีการทบทวนสิทธิ์อย่างเป็นธรรม
นายแสงชัย กล่าวว่า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐถือเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางเพื่อลดภาระค่าครองชีพ ซึ่งการปรับทบทวนหลักเกณฑ์การคัดกรองของภาครัฐสามารถทำได้ แต่ต้องมีเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบที่แม่นยำ เป็นธรรม และไม่ตกหล่น โดยควรมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก ส่วนกลุ่มที่มีรายได้ต่ำต้องแยกประเภท คือ 1.กลุ่มรายได้ต่ำสามารถทำงานหรือประกอบอาชีพได้ตามปกติ เป็นเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย แรงงานนอกระบบ และ2.กลุ่มผู้ว่างงาน ไม่มีงานทำ แต่เป็นกลุ่มวัยทำงานที่สามารถทำงานได้ เพื่อบริหารจัดการงบประมาณอย่างเหมาะสม โดยเน้นย้ำว่าภาครัฐไม่ควรตั้งเกณฑ์คัดกรองเพียงเพื่อลดภาระงบประมาณ แต่ต้องหางบมาช่วยเหลือให้ครอบคลุมความจำเป็นจริง
“สิ่งสำคัญ คือ ต้องไม่เป็นการจัดเกณฑ์เพื่อลดภาระงบประมาณ แต่จะต้องแสดงความชัดเจนในการที่รัฐบาลมีวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการนโยบายช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและรายได้ต่ำกับมาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วยงบประมาณที่เหมาะสม ไม่ใช่จัดเกณฑ์ตามงบ แต่จะต้องหางบมาช่วยและพัฒนาให้ได้ตามที่จำเป็น อย่าให้การคัดกรองสร้างปัญหาในการครองใจประชาชน แยกคนที่ต้องได้ กับ คนที่ไม่จำเป็นต้องได้ ให้ชัดเจนแบบไม่ตกหล่น” นายแสงชัย กล่าว
นายแสงชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็น บัตรสร้างงาน สร้างอาชีพแห่งรัฐ โดยเปลี่ยนบทบาทรัฐจากการยื่นมือช่วยเหลือเงินเพียงอย่างเดียว มาเป็นการสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ ผ่านการยกระดับทักษะแรงงานอัพสกิลรีสกิล ทั้งทักษะดิจิทัลเอไอ การเงิน และวิชาชีพเฉพาะทาง ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและสถานศึกษาต่าง ๆ เพื่อสร้างระบบนิเวศการพัฒนาแบบเร่งด่วน แม้จะต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นในระยะแรก แต่จะช่วยเปลี่ยนผู้รับสิทธิ์ให้กลายเป็นกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจ พึ่งพาตนเองได้ และลดภาระสวัสดิการของภาครัฐได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว



