หน้าแรก เศรษฐกิจ ศก.ไทยQ2 ชะลอ...

ศก.ไทยQ2 ชะลอ เซ่นพิษตะวันออกกลาง พลังงานแพงฉุดท่องเที่ยว ลุ้นพ้นบัญชีเฝ้าระวังสหรัฐ

31.07.26 | 22:24 น.

ธปท.เผยศก.ไทย Q2 ชะลอ เซ่นพิษตะวันออกกลาง พลังงานแพงฉุดท่องเที่ยว ลุ้นพ้นบัญชีเฝ้าระวังสหรัฐ

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจไทยเดือนมิถุนายน 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมในไตรมาส 2 ปี 2569 ชะลอลงจากไตรมาสแรก จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดันราคาพลังงานสูง กระทบค่าครองชีพ การเดินทางระหว่างประเทศ และภาคท่องเที่ยว ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและรายรับจากการท่องเที่ยวลดลง โดยเฉพาะตลาดจีนที่ยังฟื้นตัวช้าและตลาดมาเลเซียที่ชะลอหลังผ่านช่วงวันหยุดยาว กระทบธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการที่เกี่ยวเนื่อง

น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า ตัวชี้วัดด้านอุปสงค์สะท้อนการฟื้นตัวที่ยังไม่ทั่วถึง โดยดัชนีมูลค่าการส่งออกไม่รวมทองคำ เพิ่มขึ้นเป็น 165.9 สูงสุดในรอบหลายปี ขณะที่ ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (PII) อยู่ที่ 133.6 สูงกว่า ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน (PCI) ที่ 127.1 ส่วน ดัชนีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ อยู่ที่ 69.1 และ ดัชนีรายรับจากนักท่องเที่ยว อยู่ที่ 68.6 (ฐานไตรมาส 4 ปี 2562 = 100) สะท้อนว่าภาคท่องเที่ยวยังฟื้นตัวต่ำกว่าภาคเศรษฐกิจอื่น แม้การบริโภคภาคเอกชนในเดือนมิถุนายนได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐและยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า แต่ภาพรวมไตรมาส 2 ยังอ่อนแรงจากแรงกดดันด้านค่าครองชีพและต้นทุนพลังงาน

น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า ทั้งนี้ ด้านภาคการผลิตยังหดตัวจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น การผลิตรถยนต์ที่ไม่ใช่รถยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ โดยดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) อยู่ที่ 91.5 ขณะที่ ดัชนีผลผลิตภาคบริการ (SPI) ไม่รวมทองคำ อยู่ที่ 112.4 และ ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร อยู่ที่ 110.1 อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจยังมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และอุปกรณ์ ตามวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก รวมถึงการลงทุนด้าน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Data Center ที่หนุนการลงทุนภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง

น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับภาคต่างประเทศ เดือนมิถุนายนไทยมีมูลค่าส่งออก 34,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.1% จากปีก่อน ขณะที่ นำเข้า 37,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 48.9% ส่งผลให้ ดุลการค้าขาดดุล 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อสำรองและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากเดือนพฤษภาคมที่ขาดดุล 6,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากดุลบริการ รายได้ และเงินโอนขาดดุลลดลงเหลือ 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป อยู่ที่ 2.42% ลดลงจาก 2.79% ตามราคาพลังงาน ขณะที่ เงินเฟ้อพื้นฐาน เพิ่มเป็น 1.23% จาก 0.92% สะท้อนการทยอยส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการ

Advertisement

น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจระยะต่อไปยังได้รับแรงสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและการลงทุนภาคเอกชน โดยตัวชี้วัดคำสั่งซื้อและดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของประเทศคู่ค้าหลัก ทั้งสหรัฐ จีน อาเซียน และสหภาพยุโรป ยังอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการส่งออก ขณะที่ข้อมูลเบื้องต้นในช่วงวันที่ 1 ถึง 25 กรกฎาคม พบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัวเพียง 1.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวจีนเพิ่ม 9% ยุโรปเพิ่ม 5.1% อินเดียลดลง 19% และตะวันออกกลางกลับมาขยายตัว 7.5% หลังสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย

น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า สำหรับค่าเงินบาทในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2569 เงินบาทเฉลี่ยอ่อนค่าตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ จากการปรับคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ โดยข้อมูล ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 33.49 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และดัชนี NEER25 อยู่ที่ 126.95 การเคลื่อนไหวสอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาค ขณะที่ ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน (PCI) เดือนมิถุนายนขยายตัว 4.9% จาก 3.5% ในเดือนก่อน และเพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหลังปรับฤดูกาล โดยการใช้จ่ายขยายตัวเกือบทุกหมวดและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับดีขึ้นต่อเนื่อง

“ค่าเงินบาทในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมเฉลี่ยอ่อนค่าลง โดยมีสาเหตุหลักจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังตลาดปรับมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย โดยการเคลื่อนไหวของเงินบาทเป็นไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค” น.ส.ชญาวดี กล่าว

น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า สำหรับรายงาน Macroeconomic and Foreign Exchange Policies of Major Trading Partners of the United States รอบเดือนกรกฎาคม 2569 ประเทศไทยยังคงอยู่ใน บัญชีเฝ้าระวังด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Monitoring List) แต่ปัจจุบันเข้าเกณฑ์การประเมินเพียง 1 ใน 3 เกณฑ์ จากเดิมที่เคยเข้าเกณฑ์ 2 ข้อ โดยเกณฑ์ที่ไทยยังเข้าเงื่อนไข คือ การเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีมูลค่า 72,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยอยู่ที่ 2.8% ของ GDP ต่ำกว่าเกณฑ์ 3% ของ GDP และไทย ไม่เข้าเกณฑ์การแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน ที่กำหนดให้ต้องซื้อเงินตราต่างประเทศสุทธิไม่น้อยกว่า 2% ของ GDP และดำเนินการอย่างน้อย 8 เดือนในรอบ 12 เดือน

“แม้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 จะชะลอตัวจากผลกระทบด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงาน แต่หากสถานการณ์คลี่คลาย ประกอบกับมาตรการภาครัฐที่ทยอยออกมาเพิ่มเติม เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 จะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 2 ขณะที่กรณีไทยยังอยู่ในบัญชี Monitoring List ของสหรัฐฯ เป็นผลจากเกณฑ์เดิม และหากการประเมินครั้งถัดไปยังเข้าเกณฑ์เพียง 1 ข้อ ไทยก็มีโอกาสหลุดจากบัญชีเฝ้าระวังได้ตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ” น.ส.ชญาวดี กล่าว