หาดใหญ่โพล ดัชนีความเชื่อมั่นประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้ “ลดวูบ” น้ำมัน-ราคาสินค้าแพง แบกรับภาระค่าครองชีพสูง 100% ราคาพืชผลการเกษตร”ดิ่ง” ไทยช่วยไทยหมดฤทธิ์ แก้ปัญหาเศรษฐกิจล่าช้า-ไม่ตรงจุด ตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเสียความรู้สึก
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือน ก.ค.ปรับตัวลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับเดือน มิ.ย.
ผศ.ดร.วิวัฒน์ กล่าวว่า เกิดจาก เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน และประเทศพันธมิตรในช่วงเดือน ก.ค. ทำให้ราคาน้ำมันทั่วโลกมีความผันผวน เพราะมีความกังวลว่าน้ำมันจะขาดแคลนจากการปิดเส้นทางขนส่งทางเรือที่สำคัญ ประกอบกับค่าจ้างเรือและค่าประกันภัยสินค้าที่วิ่งผ่านพื้นที่แพงขึ้นมาก จึงทำให้ต้นทุนน้ำมันที่ประเทศไทยซื้อเข้ามาแพงขึ้นตามไปด้วย รัฐบาลจะพยายามเอาเงินจากกองทุนน้ำมันมาช่วยอุดหนุนราคาน้ำมันไว้ เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน แต่เมื่อเวลาผ่านไปกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่สามารถแบกรับภาระหนี้ไว้ได้ ทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มทั้งเบนซินและดีเซลปรับราคาเพิ่มขึ้นติดต่อกันหลายครั้ง ประชาชนจึงต้องแบกรักภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“เข้าช่วงหน้ามรสุม ทำให้ชาวบ้านกรีดยางไม่ได้ ผลไม้ ราคาตกต่ำ เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรหดตัวลงอย่างมาก”
ผศ.ดร.วิวัฒน์ กล่าวว่า ในทางกลับกัน ราคาน้ำมันและข้าวของเครื่องใช้ในตลาดกลับแพงขึ้น แม้จะมีโครงการ “ไทยช่วยไทย (60/40)” ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย แต่เมื่อใช้ประมาณ 2-3 สัปดาห์เงินหมด ทำให้ชาวบ้านต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น 100% ประชาชนที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลางเกิดภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง เมื่อรายจ่ายสูงกว่ารายได้ พอเงินหมดก็ต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ ซึ่งมีดอกเบี้ยสูงมาก จนมองไม่เห็นทางปลดหนี้
“ความลำบากเหล่านี้ได้สร้างความเครียดและทำให้ความสุขในครอบครัวหดหายไป ปัญหายาเสพติดที่ระบาดหนักจนหาซื้อง่ายแม้ในแหล่งชุมชนและสถานศึกษา ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่ยังคงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ล่าช้าไม่ตรงจุด ทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิตในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างมาก”
“การตัดสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์จำนวนมาก นับเป็นประเด็นที่สะเทือนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลโดยตรง ซึ่งสาเหตุของความไม่พอใจไม่ได้เกิดจากปฏิเสธระบบการคัดกรอง แต่เกิดจากความคลาดเคลื่อนระหว่างเกณฑ์ที่ภาครัฐใช้ กับสภาพความเป็นจริงของชีวิตประชาชน”
ผศ.ดร.วิวัฒน์ กล่าวว่า หลักเกณฑ์เชิงตัวเลขที่ไม่ยืดหยุ่น จึงนำมาสู่การตัดสิทธิด้วยเกณฑ์เงินฝาก ยานพาหนะ หรือวงเงินกู้สินเชื่อ หลายกรณีไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เช่น ผู้สูงอายุที่มีเงินออมก้อนสุดท้ายในชีวิตเกิน 100,000 บาทเพียงเล็กน้อย แต่ไม่มีรายได้ประจำ ถูกตัดสิทธิทันที ข้อมูลในระบบไม่เป็นปัจจุบัน ผู้ที่เดือดร้อนจริงถูกตัดสิทธิอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อประชาชนถูกตัดสิทธิในขณะที่ภาวะค่าครองชีพและราคาสินค้าอยู่ในระดับสูง ประชาชนจึงรู้สึกว่ารัฐบาลตัดความช่วยเหลือในช่วงเวลาที่พวกเขาเดือดร้อนและต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือมากที่สุด โดยประชาชนมองว่า นโยบายบายและการดำเนินงานของรัฐบาลมุ่ง “ลดงบประมาณ” มากกว่า “การช่วยเหลือประชาชน”
“ตัวเลขผู้ไม่ผ่านเกณฑ์มีสูงถึงเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ลงทะเบียนทั้งหมดจาก 18.82 ล้านคน ถูกตัดสิทธิ 9.3 ล้านคน ทำให้ประชาชนตั้งข้อสงสัยว่า รัฐบาลตั้งใจกำหนดเกณฑ์ให้เข้มงวดเกินไป เพื่อบีบตัวเลขผู้รับสิทธิให้ลดลงตามงบประมาณที่จัดสรรไว้ มากกว่าการตั้งเป้าหมายช่วยเหลือผู้เดือดร้อนให้ครอบคลุมที่สุด”

ผศ.ดร.วิวัฒน์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า การออกแบบนโยบายสวัสดิการสังคมไม่อาจพึ่งพาเพียงตัวเลขในเอกสารหรือข้อมูลดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีกลไกตรวจสอบและสำรองพื้นที่ให้กับกลุ่มตกหล่น เพื่อไม่ให้การตัดสิทธิกลายเป็นชนวนความไม่พอใจที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว ประชาชนมองว่า ภาครัฐใช้ระบบประมวลผลฐานข้อมูลแบบตายตัวเพียงอย่างเดียว จนส่งผลให้ประชาชนที่เป็นคนยากจนถูกตัดสิทธิและไม่ผ่านเกณฑ์จำนวนมาก การให้ประชาชนที่ถูกตัดสิทธิไปอุทธรณ์ ต้องเดินทางไปติดต่อหน่วยงานและหาเอกสารมายืนยัน ภาครัฐให้ทำการตรวจสอบโดยให้ผู้นำชุมชนหรือเจ้าหน้าที่รัฐลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบ ก่อนที่จะทำการตัดสิทธิ หากต้องการหลักฐานเพิ่ม ภาครัฐควรส่งเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมฯ หรือเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ลงพื้นที่ไปเยี่ยมบ้าน เพื่อตรวจสอบสภาพความเป็นจริง โดยไม่ต้องให้ประชาชนจำนวนมากต้องลำบากในการเดินทางเข้ามาติดต่อเอง
ผศ.ดร.วิวัฒน์ กล่าวว่า จากวิกฤตการณ์ด้านการท่องเที่ยวไทยที่ซบเซาลงในขณะนี้ มาจากวิกฤตต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น ภาวะเงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูง และปัญหาหนี้ครัวเรือน ช่วงกลางปีเป็นช่วงฤดูมรสุม มีฝนตกชุก และคลื่นลมแรง ทำให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงการเดินทาง ภาครัฐกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยจัดโครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” นำเงินกู้ของรัฐไปกระตุ้นการท่องเที่ยวของคนไทย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว จะช่วยเพิ่มรายได้และสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว
“ประเทศไทยและประชาชนคนไทยยังไม่สามารถลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าจากต่างประเทศ หากเกิดสงครามหรือการก่อวินาศกรรมในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกจะพุ่งสูงขึ้นทันทีแบบข้ามคืน เสี่ยงต่อการขาดแคลนพลังงานในประเทศ ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ก๊าซ และค่าไฟฟ้าจะขยับสูงขึ้นทันที เสนอภาครัฐนำเงินกู้ส่วนหนึ่งดำเนินโครงการ “โซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน” และ “ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ รถ EV” โดยภาครัฐควรดำเนินการอย่างเร่งด่วนแบบครบวงจร และเป็นรูปธรรม เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ และช่วยแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ” ผศ.ดร.วิวัฒน์กล่าว



